อาสาพาไป(ไหน)
ผมเชื่อว่า “Right Man on the Right Job” เสมอครับ
เช่น เราต้องเสียเงินจำนวนมหาศาลให้คนเรียนหมอ ประเทศเราต้องการหมอเพื่อดูแลรักษาผู้ป่วยในท้องถิ่นที่ยากจะเข้าถึง แต่ทุกวันนี้ เรามีหมอที่ทำอาชีพอื่นอยู่เยอะพอสมควร คล้ายๆ กับทำงานไม่ตรงสายกับที่เรียนมา
เราอาจโทษระบบการศึกษา (อีกแล้ว) โทษค่านิยมของผู้คน (อีกแล้ว) และเราก็มีมหาลัยเอกชนมากมายที่จะตอบสนองความต้องการของผู้หิวกระหายวิชาในสาขาต่างๆ ให้ได้เรียนตามความต้องการ
วกกลับมาที่กิจกรรมอาสาสมัคร ทุกครั้งผมจะติดภาพของการที่นักศึกษาแบกอิฐถือปูนไปสร้างห้องเรียน สร้างศาลาให้ชาวบ้าน ชาวบ้านปลาบปลื้มดีใจที่อยู่ๆ มีคนนอกพื้นที่เอาของขวัญชิ้นใหญ่มาให้ และด้วยนิสัยคนไทย ไม่อยากเสียน้ำใจเขา เขามาตั้งไกล ทำอะไรก็ทำไปถ้าไม่มีใครเดือดร้อน พอจากไปสิ่งที่เห็นเป็นถาวรวัตถุ ก็ถูกแปรสภาพไปตามความต้องการของเขาจริงๆ เช่น สร้างศาลามาเป็นคอกหมู เป็นต้น
ผมมีความคิดในกรอบว่า ชาวบ้านทำนาหลังขดหลังแข็ง เสียภาษีส่งให้ลูกหลานเรียนหนังสือมากมาย เขาคงไม่ได้อยากให้เรากลับไปสร้างอาคารเรียนให้เขาเสมอไป เพราะเราต้องใช้ “ปัญญา” ในการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนกว่าสิ่งปลูกสร้าง นั่นหมายถึง โครงสร้างทางสังคม ทางเศรษฐกิจ ทางกฎหมาย ที่มีความซับซ้อนเกินกว่าที่เขาจะเข้าใจ แต่เขาได้ซาบซึ้งเพราะได้รับผลกระทบเต็มๆ นั้น เขาต้องการลูกหลานของเขาที่ไว้ใจได้ ในการบริหารบ้านเมืองให้เป็นไปตามครรลองสมควร
ลูกหลานที่ไว้ใจได้ของเขา ก็ควรที่จะกลับมาถ่ายทอดเรื่องราวที่ยากๆ ให้กลายเป็นเรื่องง่ายๆ สะท้อนภาพต่อจิ๊กซอว์ที่ไกลไร้จุดจบ ย่อให้เหลือเพียงฉากสุดท้ายของเรื่องราวทั้งหมดอย่างกระชับ และให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชนนั้นๆ เพื่อความเข้าใจที่รวดเร็ว
ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ มันมีความหมายเท่ากับ การสร้างสังคมที่แข็งแรงและเกื้อกูลกัน เพราะผมเชื่อว่าสังคมชนบทมีความเข้มแข็งกว่าสังคมเมือง แต่สังคมเมืองนี่แหละเป็นตัวบ่อนทำลายประเทศชาติอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า การไม่มีนักศึกษารุ่นใหม่ๆ ออกค่าย หรือการเป็นอาสาสมัครลงพื้นที่พบชาวบ้านมากเท่าที่ควร ทำให้สังคมชนบทขาดแคลนหรือตกระกำลำบาก
แต่เพราะเราไม่มีนักคิด นักวิเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญและรอบรู้เฉกเช่นอาจารย์ปรีดี อาจารย์ป๋วย หรือเหล่าปราชญ์ทั้งหลายมากเพียงพอนั่นเอง
ไม่เช่นนั้นแล้ว เราหันไปโรงเรียนสอนก่อสร้าง ดีกว่ามหาวิทยาลัยที่สอนให้คนเป็น “บัณฑิต” ดีกว่ามั้ยหล่ะครับ?
May 17th, 2007 at 3:08 pm
เข้ามาบล็อคนี้จาก เอ็มคุณชล ดีจังที่มีการเขียนบล็อคแนวนี้ วัตุประสงค์ชัดเจน จะเข้ามาอ่านบ่อยๆ นะคะ จะช่วยประชาสัมพันธ์ให้นะ
ขออนุญาตเอาลิงค์นี้ไปแปะที่บล็อคนะคะ
สู้ๆ ค่ะ
May 17th, 2007 at 3:09 pm
ปัญหาที่บอลพูดมันก็สืบเนื่องมาจาก เรื่องของการเน้นเปิดวิชาและส่งเสริมวิชาเรียนที่ตอบสนองตลาดแรงงาน แต่ขาดการส่งเสริมวิชาที่ทำให้บัณฑิต เป็น “บัณฑิต” จริงๆที่จะมาช่วยกันมอง ศึกษาวิเคราะห์ และเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) ในสังคมไทยอย่างแท้จริง
ถูกสอนให้เป็นลูกจ้างเป็นหลัก ตอนนี้ดีหน่อย สอนให้เป็นผู้ประกอบการทำธุรกิจ แต่ไม่มีใครสอนให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change agent) ไม่มีใครสอนให้คนรู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างกับปัญหาที่เกิดขึ้น และสอนว่าต้องมองอย่างไร ต้องมีทักษะอย่างไร …
ฉะนั้นเรื่องนี้มันชัดเจนว่า ระบบการศึกษานั้นสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสายพานต่อเข้าภาคธุรกิจเป็นหลักใหญ่ ….
มีน้อยๆมากๆที่ เป็นระบบที่ทำให้นักศึกษา รู้จักตัวเอง รู้จักสังคม ตอบแทนสังคมที่ให้โอกาสเราได้เรียน โดยเฉพาะเจ้าพวกที่เรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐบาล
อย่างไรก็ดี ผมเชื่อว่านักศึกษาจำนวนมากอยากออกมาทำอะไรแบบนี้ แต่ความอยู่รอดของชีวิตและครอบครัวก็เป้นเรื่องที่สำคัญกว่าแน่นอน ฉะนั้นอาจเป็นการณ์ยากมากๆที่จะสามารถทำให้เกิดหลักสูตรหรือโปรแกรมพวกนี้ เพราะจะขาดคนเรียน เนื่องจากการเรียนเป็ฯการลงทุนแบบหนึ่ง ถ้าเกิดเราเรียนไปแล้ว ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ก็ยากที่จะมีคนสนใจเรียนเรื่องนี้อย่างจริงจัง
มันอาจจะมีสองทางเลือก คือ อันแรกต้องไปแก้ที่ตลาดงานกิจกรรมเพื่อสังคม ให้มีคนซื้องานกิจกรรมเพื่อสังคมจริงๆ ให้งานเพื่อสังคมมีคุณภาพจริงๆ จะได้มีความต้องการที่มีกำลังซื้อ จ้างเด็กที่สนใจทำเรื่องอย่างนี้มาทำงานอีกทีหนึ่ง …. เพื่อจะได้เหนี่ยวนำให้ นักศึกษาที่มีความสนใจ ศึกษาเรียนรู้ และทำกิจกรรมในแนวนี้อย่างเต็มที่ เพราะรู้แน่ว่าจบแล้วมีงานทำ
หรือไม่ก็ ต้องเปิดหลักสูตรระยะสั้น ให้คนทำงานที่มีเวลาน้อยมีโอกาสฝึกทักษะของการเป็น Change Agent หรือทักษะอื่นๆ และร่วมกิจกรรมต่างๆเหล่านี้ได้ โดยที่ไม่ต้องสละเรือลำใหญ่ คืออาชีพหลักของเขา
เราถึงน่าจะสามารถทำให้บัณฑิตทั้งหลายนั้นสามารถตอบแทนสังคมได้ตามสมควร