Archive for May, 2007

หากไม่มีเหตุการณ์เดือนตุลาฯแล้ว ธรรมศาสตร์จะเหลืออะไรไว้ให้ภูมิใจ?

Friday, May 18th, 2007

หากไม่มีเหตุการณ์เดือนตุลาฯแล้ว ธรรมศาสตร์จะเหลืออะไรไว้ให้ภูมิใจ?

นายชล บุนนาค
บัณฑิตคณะเศรษฐศาสตร์ ปีการศึกษา 2548

 น้องๆที่เพิ่งจะก้าวเข้ามาสู่รั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทุกๆคนที่ผ่านกระบวนการรับเพื่อนใหม่ของมหาวิทยาลัยหรือรับน้องของคณะต่างๆคงได้เคยดูวิดีทัศน์เหตุการณ์ 14 ตุลาคม หรือ 6 ตุลาคม มาบ้าง สำหรับแฟนพันธุ์แท้ของธรรมศาสตร์ก็คงจะรู้ซึ้งและภาคภูมิใจในเหตุการณ์ที่นักศึกษาเป็นผู้นำสังคมในการสร้างหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย

 จากเหตุการณ์นั้น เป็นเหตุให้สังคมได้เกิดความคาดหวังบางอย่างกับนักศึกษาธรรมศาสตร์ ว่าจะต้องมีความกระตือรือร้นในการร่วมแก้ปัญหาสังคม เศรษฐกิจการเมืองในทุกขณะ ควรจะต้องเห็นใจคนตกทุกข์ได้ยาก เป็นตัวแทนในการเรียกร้องผลประโยชน์ของคนที่ด้อยโอกาสหรือถูกเอารัดเอาเปรียบ ซึ่งนักศึกษารุ่นพี่ของเรา ในช่วงหลังจากปีพุทธศักราช 2523 ก็ได้แสดงพลังออกไปช่วยเหลือประชาชนผู้ทุกข์ยาก แม้กระทั่งในปี 2535 เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ นักศึกษาธรรมศาสตร์ ก็มีบทบาทในการเคลื่อนไหวครั้งนั้นเช่นเดียวกัน

 แต่จากนั้นกระแสของสังคมก็ค่อยๆเปลี่ยนไป หลังจากที่พรมแดนของข้อมูลข่าวสารได้พังทลายลงผ่านทางสิ่งที่เรียกว่า “โลกาภิวัฒน์”

 หลังจากนั้น กระแสโลกก็ทะลักเข้ามาในสังคมไทย กลบคลื่นกระแสที่สร้างสรรค์ ที่มีอยู่ในประเทศ แทนที่ด้วยแฟชั่น เทคโนโลยี ความล้ำสมัย สื่อจำนวนมากทะลักทลายเข้ามาในประเทศและในชีวิตของคนหนุ่มสาวจนบางครั้งกลายเป็นมลภาวะ  การแข่งขันในวงการธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะต้องรับมือกับคู่แข่งจากต่างชาติด้วย ทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวของคนกลุ่มนี้คลายตัวลงอันเนื่องจากเวลาที่ให้กันน้อยลง เขาเหล่านี้จึงล่องลอยไปกับกระแสของสังคม แม้คนที่มีรายได้ต่ำก็ได้รับอิทธิพลลจากกระแสเหล่านี้ด้วยเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นกับเยาวชน เช่น ยาเสพติด โสเภณี ฯลฯ

 บทบาทของนักศึกษา เยาวชน คนหนุ่มสาวเปลี่ยนจากผู้นำกระแสสังคมมาเป็นผู้บริโภค

 นักศึกษาธรรมศาสตรก็ไม่ต่างกันที่ตกอยู่ในกระแสสังคม ดังจะเห็นได้จากคนที่เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆของมหาวิทยาลัยมีแนวโน้มไปในทางสันทนาการมากขึ้น และกิจกรรมดีๆ ในเชิงวิชาการหรือทำสิ่งดีๆเพื่อคนอื่นๆก็จะลดลงเรื่อยๆ จนไม่ต่างจากมหาวิทยาลัยอื่นๆเท่าใดนัก แต่เรานักศึกษาธรรมศาสตร์ก็ยังมีความเชื่อความรู้สึกว่าเรานั้นมีความแตกต่างจากมหาวิทยาลัยอื่นๆจากความภูมิใจที่อยู่ในสถาบันที่มีความเป็นมาเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์การเมืองไทย และการต่อสู้เรียกร้องเพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน

 แต่หากลองลดความเป็นพวกไม่รู้จักจินตนาการและจินตนาการดูว่า หากไม่มีเหตุการณ์เดือนตุลาฯ มาถึงวันนี้แล้วเราจะมีอะไรไว้ให้ภาคภูมิใจ?

 คงปฏิเสธไม่ได้ว่า หากไม่มีเหตุการณ์เดือนตุลาฯก็อาจจะไม่มีเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 เพราะนักกิจกรรมในช่วงนั้นก็ได้รับการสืบทอดอุดมการณ์ทางความคิดผ่านมาจากนักกิจกรรมรุ่นเดือนตุลาฯ หรือแม้กระทั่งการตั้งศูนย์ผู้ประสบภัยสึนามิก็อาจจะไม่เกิดขึ้น เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า อาจารย์ที่ริเริ่มเป็นคนอาสาในการตั้งศูนย์ฯนั้นต่างมีความสำนึกมาแต่เดิมแล้วว่าจะต้องทำความดีช่วยเหลือประชาชน ซึ่งก็สืบเนื่องมาจากนักกิจกรรมเดือนตุลาฯ เช่นกัน

 ฉะนั้นหากปราศจากเหตุการณ์เดือนตุลาฯแล้ว ในเชิงประวัติศาสตร์ เราก็ดูจะไม่มีอะไรเอาไว้ให้ภูมิใจเหมือนในความเป็นจริง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็คงเป็นเพียงมหาวิทยาลัยธรรมดาๆที่มีความภูมิใจในประวัติศาสตร์เพียงแค่การที่มีผู้ประศาสน์การคือท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เท่านั้น หรือมีปูชนียบุคคล เช่น อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ หรือ อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เท่านั้น … และนักศึกษาอย่างเราๆก็ใช้ชีวิตล่องลอยไปตามสายลมและแสงแดด…

 ในความคิดเห็นของผม ผมคิดว่า หากเรามองย้อนไปแค่ 5 ปีที่ผ่านมา นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ดูจะไม่ได้แตกต่างอะไรกับมหาวิทยาลัยอื่นๆเท่าใดนักอยู่แล้ว เพราะโดยเปรียบเทียบแล้ว นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ไม่ได้มีความโดดเด่นในเชิงของการทำประโยชน์ใดๆให้สังคมเท่าใดนัก เมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ มันอาจจะดูดีกว่ามหาวิทยาลัยอื่นๆตรงที่เราอาจจะมีนักศึกษาที่มีความ Active มากกว่า แต่อย่างไรก็ดี ปัจจุบันก็เสมือนว่า นักศึกษาปัจจุบันก็แค่กินบุญเก่าเท่านั้น

 แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะดูสิ้นหวัง หากเราพิจารณาให้ดีแล้ว เหตุการณ์เดือนตุลาฯ มันประกอบขึ้นจากหลายส่วน ส่วนหนึ่งก็คือ สถานการณ์ทางการเมืองในช่วงนั้นซึ่งกดดันและคุกรุ่นมาหลายปีจนแทบจะระเบิด อีกส่วนหนึ่งที่เราจะปฏิเสธไม่ได้ก็คือ การใช้โอกาสขององค์กรนักศึกษาในช่วงนั้นที่จะเรียกร้องความเป็นธรรม สิทธิเสรีภาพ ให้กับประชาชน…แม้แต่ช่วงสึนามิก็เช่นกัน มันเป็นโอกาสที่ถูกสร้างขึ้นให้คนทำดี เราจะเห็นนักศึกษาจำนวนมากลงไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยจำนวนมาก…ผมคิดว่านั่นเป็นการแสดง “ความเป็นธรรมศาสตร์” ได้ชัดเจนที่สุด แม้จะไม่มีเหตุการณ์เดือนตุลาฯ เราก็ภูมิใจได้ว่า เรา หรือเพื่อนนักศึกษาเราได้ไปช่วยคนอื่น ได้ไปทำสิ่งดีๆให้อีกที่หนึ่งคลายทุกข์ลงไปบ้าง

 “ความเป็นธรรมศาสตร์” ถ้าพูดให้ง่าย ดูทำได้จริงก็คือ สำนึกของการทำสิ่งดีๆให้คนอื่น ไม่สนใจว่าจะต้องเล็ก ต้องใหญ่ ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่าทำแล้วจะเกิดประโยชน์ หรือบรรเทาให้คนอื่นๆคลายทุกข์ลงได้ ก็ตัดสินใจทำมันลงไปเลย โดยสิ่งนี้ไม่แบ่งแยกสถาบัน หากใครมีสำนึกเช่นนี้ก็สามารถพิจารณาได้ว่า คนเหล่านี้ก็มีความเป็นธรรมศาสตร์ไม่แพ้เด็กธรรมศาสตร์ หรืออาจจะมากกว่าคนที่เข้ามาเกาะธรรมศาสตร์กินเท่านั้น

 ฉะนั้น หาก “ความเป็นธรรมศาสตร์” คือการทำสิ่งดีๆให้คนอื่น แม้ไม่มีเหตุการณ์เดือนตุลาฯ ผมว่า คนธรรมศาสตร์ ก็ยังมีอะไรให้ภูมิใจ อย่างน้อยที่สุด ก็คือ ภูมิใจในตนเองที่ตนเป็นคนที่มีจิตสาธารณะ ทำสิ่งดีๆเพื่อคนอื่น มากขึ้นมาหน่อยเราก็ได้ภูมิใจว่าได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่พยายามทำสิ่งดีๆเพื่อคนอื่น

 ความภูมิใจเหล่านี้ ไม่มีใครสร้างให้ได้นอกจากตัวของเราเอง ฉะนั้น อยากให้เพื่อนใหม่ทุกคนถือว่าการเข้าธรรมศาสตร์นั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเริ่มทำความดี ทำสิ่งดีๆเพื่อคนอื่น และอย่าได้ท้อ แม้คนอื่นๆจะไม่ได้ทำอะไร ความดีก็ไม่หายไปจากเรา และหากเราทำอย่างต่อเนื่อง วันหนึ่ง ความดีที่เราทำนั้นก็จะส่งผลให้คนที่อยู่รอบๆเราทำตามไปด้วย

  …เริ่มทำดีได้แล้ว….ไม่ต้องเดี๋ยว…
 
 

Update เรื่องไปคุยกับ สสส.เกี่ยวกับ ASS 2007

Friday, May 18th, 2007

วันนี้ไปคุยกับสสส. (อ.อ้อย) มา เลยทำให้รู้หลายเรื่องเลย

เรื่องแรกคือ สสส. มีแผนงาน 2 ประเภท คือ เชิงรุก กับเชิงรับ เชิงรับมีแผนเดียวคือ แผน 6 ที่เปิดรับโครงการแล้วให้ทุนไปทำ ส่วนแผนอื่นทั้งหมดเป็นเชิงรุก และตอนนี้เหมือนว่า แผนเชิงรุกของสสส.นั้น ถ้าจะให้ทุน จะต้องเป็นงานระดับแผนของสสส.เลยทีเดียว คือ ผลักดันสุขภาวะบางประการตามนโยบายของสสส. ผลักตามหลักสามเหลี่ยมเขยื้อนภูผาของอ.ประเวศ คือประกอบด้วย ความรู้ สังคม และนโยบาย และต้องผลักดันให้ถึงนโยบายภายใน 3 ปี (ฉะนั้นตอนแรกที่ร่างไปอาจจะนานไป — ดูจากไฟล์ที่พี่บอลจะ up ให้)

เรื่องที่สอง กลายเป็นว่า กิจกรรมนักศึกษา เป็นเรื่องที่เป็นส่วนหนึ่งของหลายๆเรื่อง … คือ สามารถเป็นส่วนหนึ่งของแผนเยาวชนสร้างสรรค์เสริมสร้างสุขภาวะ หรือ จะเป็นแผนเรื่องการสร้างสุขภาวะในองค์กร โดยเฉพาะในส่วนของมหาวิทยาลัย ก็ได้ … แต่ สสส.ไม่สามารถให้การสนับสนุนโดดๆ และใหญ่ๆถึงขนาดสามารถจัดการให้เป็นองค์กร เป็นสำนักงานได้ …ถ้าทำต้องเฉือนไปเข้าแผน 6 คือ open grant   

ถ้าจะทำต้องทำร่วมกับ แผนเยาวชนสร้างสรรค์เสริมสร้างสุขภาวะ หรือไม่ก็เรื่อง การสร้างสุขภาวะในมหาวิทยาลัย ….

ซึ่ง ตอนนี้ แผนเยาวชนสร้างสรรค์ฯ กลุ่มเยาวชนกำลังดำเนินการ Workout กันอยู่ พวกเราคือ พี่จิลก็ไปร่วมด้วย แผนนี้ใช้เวลาหน่อย ถ้าจะเริ่มน่าจะเป็นตุลาฯ และมีโอกาสที่เราจะทำงานได้ตามที่เราตั้งใจ (แต่ก็มีโอกาสที่จะไม่เป็นตามนั้นหากนโยบายของแผนนั้นออกไปในแนวอื่น) …. 

ในขณะที่ แผนการสร้างสุขภาวะในมหาวิทยาลัย …จะเป็นลักษณะของการดูแลนักศึกษาทั้งกระบวน จะว่าไปคือ เป็นการปฏิรูปงาน “กิจการนักศึกษา”  ซึ่ง “งานกิจกรรม” เป็นหนึ่งในงานกิจการนักศึกษาด้วย … ฉะนั้นถ้าจับตรงนี้ โดยเนื้องานมีขนาดใหญ่มากเพราะเกี่ยวพันกันกับหลายมิติอย่างมาก ทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ …รวมถึงต้องเชื่อมประสานกับหลายๆหน่วยงาน …. แต่ถ้าเรามองประโยชน์ที่จะได้กับนักศึกษานั้นจะเป็นประโยชน์มาก เพราะมันจะต้องเป็นแผนการและข้อเสนอนโยบายที่จะต้องเกี่ยวกับการใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยของนักศึกษาอย่างเป็นองค์รวมจริงๆ ซึ่งจะทำให้นักศึกษาทุกๆกลุ่ม ไม่เฉพาะกลุ่มกิจกรรม มีโอกาสจะพัฒนาตนเองออกเป็นบัณฑิตที่พึงปรารถนาและ Active Citizen ได้จริงๆ 

…เราควรจะเลือกทำงานที่ Contribution สูงๆ หรืองานที่เป็นตัวเราเอง ? … หรือเราไม่ต้องเลือก???

ระบบสนับสนุนกิจกรรมนักศึกษา(Activity Supporting System)

Thursday, May 17th, 2007

วันสองวันก่อน item คุยถกกันเกี่ยวกับเรื่องคำว่า ระบบสนับสนุนกิจกรรมนักศึกษา (Activity Supporting System) เลยว่าจะมาสรุปเอาไว้สักหน่อย จะได้เป็นบันทึกไว้ และเผื่อใครเข้ามาจะได้ช่วยแลกเปลี่ยน…

 ระบบสนับสนุนกิจกรรมที่ว่า เราคิดกันว่ามันน่าจะมีจุดมุ่งหมายของระบบนี้อย่างน้อย 2 อย่าง

  1. พัฒนาให้กิจกรรมมีความหลากหลาย สร้างสรรค์ และเกื้อหนุนการเรียนและการพัฒนาตนเองของนักศึกษาที่สุด
  2. นักศึกษาทำกิจกรรมมากขึ้น ผ่านระบบที่ทำให้ริเริ่มกิจกรรมได้ง่ายขึ้น หรือสามารถเข้าร่วม หรือร่วมลงแรงกับกิจกรรมต่างๆทั้งในและนอกมหาวิทยาลัยได้มากขึ้น

เราจึงมองว่า ในการทำระบบสนับสนุนให้ได้เกิดผลตามเป้าประสงค์ดังกล่าวมันน่าจะมีองค์ประกอบ 3 ส่วนหลัก คือ

  1. ส่วนที่เกี่ยวข้องกับคนทำกิจกรรม หรือผู้ผลิตกิจกรรม
  2. ส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคกิจกรรม หรือคนเข้าร่วม และสภาพแวดล้อมที่จะเอื้อต่อการเข้าร่วมกิจกรรม
  3. ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการที่ผู้ผลิตและผู้บริโภคจะได้สื่อสารถึงกันและทำกิจกรรมร่วมกัน หรือ ตลาดกิจกรรมนั่นเอง

ในส่วนของผู้ผลิตกิจกรรมนั้น ต้องทำให้เกิดระบบที่ส่งเสริมอย่างน้อย 4 เรื่อง คือ เรื่องเงินทุนในการจัดกิจกรรม กำลังคนและศักยภาพของคน องค์ความรู้ทั้งในส่วนของความเข้าใจในภาพรวม และเครื่องมือในการจัดกิจกรรมต่างๆ  และระบบข้อมูลข่าวสารที่ทำให้คนทำกิจกรรมรู้ถึงสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ และโอกาสต่างๆในการจัดกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและทั่วถึง

  • ในทางรูปธรรม ส่วนที่เกี่ยวกับเงินทุน ก็คือ ระบบการให้ทุน คล้ายๆกับงานตลาดประกอบฝัน YIM ของ YIY หรือ First Hand out ของ TK Park ที่จะมีทั้งการให้ทุน ให้คำปรึกษา ให้ทักษะสำหรับการทำโครงการโดยเฉพาะ เงินทุนนี้จะมีส่วนสำคัญอย่างมากในการวางเงื่อนไขให้กิจกรรมที่เกิดขึ้นมีความสร้างสรรค์ แปลกใหม่ ใช้วิชาการ ฯลฯ … ระบบนี้ควรจะมีความชัดเจนและรวดเร็วด้วย
  • กำลังคนและศักยภาพ ก็คือ ส่วนของ ระบบงานอาสาสมัคร ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย — และระบบการฝึกอบรม ที่นักศึกษาทุกคนน่าจะสามารถใช้กลไกนี้ในการเพิ่มศักยภาพที่เขาต้องการได้ ไม่ว่าจะเพื่อการทำกิจกรรม วิธีคิด การเตรียมความพร้อมสำหรับการทำงาน ทักษะต่างๆ เพื่อให้นักศึกษาพร้อมในการทำกิจกรรมต่างๆหรือกระทั่งการออกไปทำงานก็ตาม
  • ส่วนงานวิจัยและองค์ความรู้ ก็ควรจะมีหน่วยที่ทำงานวิจัย และดูแลเรื่องการจัดกระบวนการจัดการองค์ความรู้ ทั้งในเชิงกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการจัดการระบบฐานข้อมูลองค์ความรู้ด้วย มุ่งหมายให้เกิดความเข้าใจกิจกรรมนักศึกษามากขึ้น เกิดการพัฒนารูปแบบและทักษะในการจัดกิจกรรม ให้คนได้พัฒนาและเสริมเรื่องการเรียนในห้องเรียนของเขาด้วย และให้เกิดการส่งต่อกิจกรรมจากรุ่นต่อรุ่นอย่างมีประสิทธิภาพและมีการต่อยอดได้
  • เรื่องระบบข้อมูลข่าวสาร ก็ตรงตัว ก็เป็นเรื่องลักษณะของการจัดการเรื่องการประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆให้มีประสิทธิภาพ คือ เข้าถึงคนได้ เข้าถึงสารง่าย และทั่วถึงทุกคนทุกกลุ่ม

 ส่วนที่เกี่ยวกับผู้บริโภคกิจกรรม จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ

  • รณรงค์ให้เห็นถึงประโยชน์และเชิญชวนให้ทำกิจกรรม รวมไปถึงการสร้างกระแสหรือทำให้เป็นแฟชั่น
  • การทำความเข้าใจกับผู้ปกครองและครูอาจารย์บางส่วน เพื่อให้เกิดการสนับสนุน หรืออย่างน้อยไม่ต่อต้าน การเข้าร่วมหรือทำกิจกรรมของนักศึกษา
  • กิจกรรมที่ทำให้เขาได้ลองสิ่งต่างๆ ได้ค้นหาเป้าหมายชีวิต และแรงบันดาลใจ รวมถึงการเพาะกล้าจิตสาธารณะ เพื่อจะนำไปสู่ความต้องการในการทำกิจกรรมต่างๆต่อไป

ส่วนที่เกี่ยวกับตลาดกิจกรรมน่าจะเป็นเรื่อง

  • ระบบงานประชาสัมพันธ์กิจกรรมเป็นหลัก ที่ควรจะมีศูนย์กลางที่คนรู้ว่าจะเข้าไปหาข้อมูลทั้งหมดที่ไหน รวมถึงการประชาสัมพันธ์ในแต่ละช่วงเวลาที่น่าสนใจและเชิญชวนด้วย
  • อาจจะนำไปสู่การทำให้เกิด One Stop Service สำหรับคนที่อยากร่วม อยากลงแรง อยากริเริ่ม กิจกรรมต่างๆ ในแต่ละที่ก็ได้ ซึ่งจุดเหล่านี้อาจจะเป็นสถานที่จริงหรือในเว็บไซต์ก็ได้ แต่เน้นที่หลักของการเข้าถึง และสามารถช่วยเอื้อให้สามารถเก็บข้อมูลต่างๆในระบบกิจกรรมได้ง่ายขึ้น

ลักษณะในเชิงรูปธรรมของระบบสนับสนุนดังกล่าวอาจจะมีความแตกต่างหลากหลายได้ตามแต่บริบทเชิงวัฒนธรรมและโครงสร้างการทำกิจกรรมและการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยในภาพรวมได้ แต่มองว่าองค์ประกอบดังกล่าวน่าจะครอบถ้วน 3 องค์ประกอบนั้น จึงจะทำให้กิจกรรมนักศึกษาสามารถ Run ไปได้และมีการพัฒนามากยิ่งขึ้น

อาสาพาไป(ไหน)

Thursday, May 17th, 2007

ผมเชื่อว่า “Right Man on the Right Job” เสมอครับ

เช่น เราต้องเสียเงินจำนวนมหาศาลให้คนเรียนหมอ ประเทศเราต้องการหมอเพื่อดูแลรักษาผู้ป่วยในท้องถิ่นที่ยากจะเข้าถึง แต่ทุกวันนี้ เรามีหมอที่ทำอาชีพอื่นอยู่เยอะพอสมควร คล้ายๆ กับทำงานไม่ตรงสายกับที่เรียนมา

เราอาจโทษระบบการศึกษา (อีกแล้ว) โทษค่านิยมของผู้คน (อีกแล้ว) และเราก็มีมหาลัยเอกชนมากมายที่จะตอบสนองความต้องการของผู้หิวกระหายวิชาในสาขาต่างๆ ให้ได้เรียนตามความต้องการ

วกกลับมาที่กิจกรรมอาสาสมัคร ทุกครั้งผมจะติดภาพของการที่นักศึกษาแบกอิฐถือปูนไปสร้างห้องเรียน สร้างศาลาให้ชาวบ้าน ชาวบ้านปลาบปลื้มดีใจที่อยู่ๆ มีคนนอกพื้นที่เอาของขวัญชิ้นใหญ่มาให้ และด้วยนิสัยคนไทย ไม่อยากเสียน้ำใจเขา เขามาตั้งไกล ทำอะไรก็ทำไปถ้าไม่มีใครเดือดร้อน พอจากไปสิ่งที่เห็นเป็นถาวรวัตถุ ก็ถูกแปรสภาพไปตามความต้องการของเขาจริงๆ เช่น สร้างศาลามาเป็นคอกหมู เป็นต้น 

ผมมีความคิดในกรอบว่า ชาวบ้านทำนาหลังขดหลังแข็ง เสียภาษีส่งให้ลูกหลานเรียนหนังสือมากมาย เขาคงไม่ได้อยากให้เรากลับไปสร้างอาคารเรียนให้เขาเสมอไป เพราะเราต้องใช้ “ปัญญา” ในการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนกว่าสิ่งปลูกสร้าง นั่นหมายถึง โครงสร้างทางสังคม ทางเศรษฐกิจ ทางกฎหมาย ที่มีความซับซ้อนเกินกว่าที่เขาจะเข้าใจ แต่เขาได้ซาบซึ้งเพราะได้รับผลกระทบเต็มๆ นั้น เขาต้องการลูกหลานของเขาที่ไว้ใจได้ ในการบริหารบ้านเมืองให้เป็นไปตามครรลองสมควร

ลูกหลานที่ไว้ใจได้ของเขา ก็ควรที่จะกลับมาถ่ายทอดเรื่องราวที่ยากๆ ให้กลายเป็นเรื่องง่ายๆ สะท้อนภาพต่อจิ๊กซอว์ที่ไกลไร้จุดจบ ย่อให้เหลือเพียงฉากสุดท้ายของเรื่องราวทั้งหมดอย่างกระชับ และให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชนนั้นๆ เพื่อความเข้าใจที่รวดเร็ว

ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ มันมีความหมายเท่ากับ การสร้างสังคมที่แข็งแรงและเกื้อกูลกัน เพราะผมเชื่อว่าสังคมชนบทมีความเข้มแข็งกว่าสังคมเมือง แต่สังคมเมืองนี่แหละเป็นตัวบ่อนทำลายประเทศชาติอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า การไม่มีนักศึกษารุ่นใหม่ๆ ออกค่าย หรือการเป็นอาสาสมัครลงพื้นที่พบชาวบ้านมากเท่าที่ควร ทำให้สังคมชนบทขาดแคลนหรือตกระกำลำบาก

แต่เพราะเราไม่มีนักคิด นักวิเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญและรอบรู้เฉกเช่นอาจารย์ปรีดี อาจารย์ป๋วย หรือเหล่าปราชญ์ทั้งหลายมากเพียงพอนั่นเอง

ไม่เช่นนั้นแล้ว เราหันไปโรงเรียนสอนก่อสร้าง ดีกว่ามหาวิทยาลัยที่สอนให้คนเป็น “บัณฑิต” ดีกว่ามั้ยหล่ะครับ?

นักศึกษากับกิจกรรม

Thursday, May 17th, 2007

เวลาพูดถึง “นักศึกษากับกิจกรรม” ผมอยากให้มองและชี้เฉพาะอย่างละเอียดหน่อยครับ
เพื่อให้เราได้เข้าใจได้ชัดขึ้นว่า ในความหมายของคำๆ นั้น มันแฝงความหมายอะไรบ้าง

  1. นักศึกษา กับ กิจกรรม - หมายถึงนักศึกษาอยู่ฝากตรงข้ามของกิจกรรม ซึ่งยังไม่มีกระบวนการใดๆ ที่จะทำให้ทั้งสองฝั่งได้มาเจอกันอย่างจริงจังเสียที!
  2. นักศึกษาที่อยู่ฝั่งกิจกรรม - ส่วนใหญ่แล้วนักศึกษาที่มีความสนใจในเรื่องการทำกิจกรรม จะเป็นฝ่ายเดินข้ามฝั่งเข้าหากิจกรรมเอง ซึ่งเราเคยอุปโลกตัวเลขกันไว้ว่า มันไม่มีถึง 10% ของจำนวนนักศึกษาในอุดมศึกษาทั้งระบบ กิจกรรมที่เกิดจากข้อ (2) เช่น องค์การนิสิต สภา ชมรม
  3. กิจกรรมที่เข้าหานักศึกษา - เรามักจะมองว่าเป็นกิจกรรมภาคบังคับ ยังงัยเสียนักศึกษาจะต้องโดนเข้า ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม เช่น งานรับน้อง งานไหว้ครู แต๊งพี่ บายเนียร์

ประเด็นทั้งสามข้อนี้ น่าสนใจก็คือ ข้อ (2) และ (3) ต่างมีการพัฒนารูปแบบและวิธีการจัดกิจกรรมได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการจัดการเรื่องคน เรื่องความรู้สึก เรื่องงบ ทำให้ทั้งสองข้อนี้ดูจะไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่ หากเทียบกับความว่างเปล่าในข้อ (1) ซึ่งแทบไม่มีการประชาสัมพันธ์ การบอกกล่าวในชั้นเรียน การปลูกฝังค่านิยมใดๆ ที่ให้คนรุ่นใหม่ใส่ใจกิจกรรม ทั้งสาระ บันเทิง อาสา สิ่งแวดล้อม และอื่นๆ

ถ้าผู้ใหญ่ยังเข้าใจอะไรกันอยู่ผิดๆ ที่ว่าการเรียนดี มีอนาคต จบไปแล้วมีงานทำ ร่ำรวย วงศ์ตระกูลมีชื่อเสียง จะกลับมาเลี้ยงดูในยามแก่เฒ่า ผมขอให้ท่านทั้งหลายเข้าใจใหม่เสียว่า จำนวนนักศึกษาที่เก่งกาจเรื่องวิชาการและเข้าสู่สังคมได้อย่างเต็มภาคภูมินั้น เป็นเปอร์เซนต์ที่น้อยกว่าจำนวนนักศึกษาที่ทำกิจกรรมที่เข้าสู่สังคมเสียอีก

และนักศึกษาที่ทำกิจกรรม บวกกับนักศึกษาที่เก่งทางด้านวิชาการ กลายเป็นเพียงฝุ่นผงของจำนวนนักศึกษาทั้งระบบที่จบออกมาในแต่ละปี แน่นอนว่าในอนาคต กลุ่มคนที่มีความรู้และประสบการณ์จะมีเพียงหยิบมือ จะต้องมาปกครองประชากรจำนวนมากที่ด้อยคุณภาพ ส่งผลถึงช่องว่างในการได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกัน (ในสมมติฐานว่า โปรยของมาให้ในจำนวนที่จำกัด ใครมีทักษะหยิบคว้าที่ดี จะได้รับของชิ้นนั้นก่อนผู้ที่มีทักษะด้อยกว่า)