หากไม่มีเหตุการณ์เดือนตุลาฯแล้ว ธรรมศาสตร์จะเหลืออะไรไว้ให้ภูมิใจ?
Friday, May 18th, 2007หากไม่มีเหตุการณ์เดือนตุลาฯแล้ว ธรรมศาสตร์จะเหลืออะไรไว้ให้ภูมิใจ?
นายชล บุนนาค
บัณฑิตคณะเศรษฐศาสตร์ ปีการศึกษา 2548
น้องๆที่เพิ่งจะก้าวเข้ามาสู่รั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทุกๆคนที่ผ่านกระบวนการรับเพื่อนใหม่ของมหาวิทยาลัยหรือรับน้องของคณะต่างๆคงได้เคยดูวิดีทัศน์เหตุการณ์ 14 ตุลาคม หรือ 6 ตุลาคม มาบ้าง สำหรับแฟนพันธุ์แท้ของธรรมศาสตร์ก็คงจะรู้ซึ้งและภาคภูมิใจในเหตุการณ์ที่นักศึกษาเป็นผู้นำสังคมในการสร้างหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย
จากเหตุการณ์นั้น เป็นเหตุให้สังคมได้เกิดความคาดหวังบางอย่างกับนักศึกษาธรรมศาสตร์ ว่าจะต้องมีความกระตือรือร้นในการร่วมแก้ปัญหาสังคม เศรษฐกิจการเมืองในทุกขณะ ควรจะต้องเห็นใจคนตกทุกข์ได้ยาก เป็นตัวแทนในการเรียกร้องผลประโยชน์ของคนที่ด้อยโอกาสหรือถูกเอารัดเอาเปรียบ ซึ่งนักศึกษารุ่นพี่ของเรา ในช่วงหลังจากปีพุทธศักราช 2523 ก็ได้แสดงพลังออกไปช่วยเหลือประชาชนผู้ทุกข์ยาก แม้กระทั่งในปี 2535 เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ นักศึกษาธรรมศาสตร์ ก็มีบทบาทในการเคลื่อนไหวครั้งนั้นเช่นเดียวกัน
แต่จากนั้นกระแสของสังคมก็ค่อยๆเปลี่ยนไป หลังจากที่พรมแดนของข้อมูลข่าวสารได้พังทลายลงผ่านทางสิ่งที่เรียกว่า “โลกาภิวัฒน์”
หลังจากนั้น กระแสโลกก็ทะลักเข้ามาในสังคมไทย กลบคลื่นกระแสที่สร้างสรรค์ ที่มีอยู่ในประเทศ แทนที่ด้วยแฟชั่น เทคโนโลยี ความล้ำสมัย สื่อจำนวนมากทะลักทลายเข้ามาในประเทศและในชีวิตของคนหนุ่มสาวจนบางครั้งกลายเป็นมลภาวะ การแข่งขันในวงการธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะต้องรับมือกับคู่แข่งจากต่างชาติด้วย ทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวของคนกลุ่มนี้คลายตัวลงอันเนื่องจากเวลาที่ให้กันน้อยลง เขาเหล่านี้จึงล่องลอยไปกับกระแสของสังคม แม้คนที่มีรายได้ต่ำก็ได้รับอิทธิพลลจากกระแสเหล่านี้ด้วยเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นกับเยาวชน เช่น ยาเสพติด โสเภณี ฯลฯ
บทบาทของนักศึกษา เยาวชน คนหนุ่มสาวเปลี่ยนจากผู้นำกระแสสังคมมาเป็นผู้บริโภค
นักศึกษาธรรมศาสตรก็ไม่ต่างกันที่ตกอยู่ในกระแสสังคม ดังจะเห็นได้จากคนที่เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆของมหาวิทยาลัยมีแนวโน้มไปในทางสันทนาการมากขึ้น และกิจกรรมดีๆ ในเชิงวิชาการหรือทำสิ่งดีๆเพื่อคนอื่นๆก็จะลดลงเรื่อยๆ จนไม่ต่างจากมหาวิทยาลัยอื่นๆเท่าใดนัก แต่เรานักศึกษาธรรมศาสตร์ก็ยังมีความเชื่อความรู้สึกว่าเรานั้นมีความแตกต่างจากมหาวิทยาลัยอื่นๆจากความภูมิใจที่อยู่ในสถาบันที่มีความเป็นมาเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์การเมืองไทย และการต่อสู้เรียกร้องเพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน
แต่หากลองลดความเป็นพวกไม่รู้จักจินตนาการและจินตนาการดูว่า หากไม่มีเหตุการณ์เดือนตุลาฯ มาถึงวันนี้แล้วเราจะมีอะไรไว้ให้ภาคภูมิใจ?
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า หากไม่มีเหตุการณ์เดือนตุลาฯก็อาจจะไม่มีเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 เพราะนักกิจกรรมในช่วงนั้นก็ได้รับการสืบทอดอุดมการณ์ทางความคิดผ่านมาจากนักกิจกรรมรุ่นเดือนตุลาฯ หรือแม้กระทั่งการตั้งศูนย์ผู้ประสบภัยสึนามิก็อาจจะไม่เกิดขึ้น เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า อาจารย์ที่ริเริ่มเป็นคนอาสาในการตั้งศูนย์ฯนั้นต่างมีความสำนึกมาแต่เดิมแล้วว่าจะต้องทำความดีช่วยเหลือประชาชน ซึ่งก็สืบเนื่องมาจากนักกิจกรรมเดือนตุลาฯ เช่นกัน
ฉะนั้นหากปราศจากเหตุการณ์เดือนตุลาฯแล้ว ในเชิงประวัติศาสตร์ เราก็ดูจะไม่มีอะไรเอาไว้ให้ภูมิใจเหมือนในความเป็นจริง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็คงเป็นเพียงมหาวิทยาลัยธรรมดาๆที่มีความภูมิใจในประวัติศาสตร์เพียงแค่การที่มีผู้ประศาสน์การคือท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เท่านั้น หรือมีปูชนียบุคคล เช่น อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ หรือ อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เท่านั้น … และนักศึกษาอย่างเราๆก็ใช้ชีวิตล่องลอยไปตามสายลมและแสงแดด…
ในความคิดเห็นของผม ผมคิดว่า หากเรามองย้อนไปแค่ 5 ปีที่ผ่านมา นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ดูจะไม่ได้แตกต่างอะไรกับมหาวิทยาลัยอื่นๆเท่าใดนักอยู่แล้ว เพราะโดยเปรียบเทียบแล้ว นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ไม่ได้มีความโดดเด่นในเชิงของการทำประโยชน์ใดๆให้สังคมเท่าใดนัก เมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ มันอาจจะดูดีกว่ามหาวิทยาลัยอื่นๆตรงที่เราอาจจะมีนักศึกษาที่มีความ Active มากกว่า แต่อย่างไรก็ดี ปัจจุบันก็เสมือนว่า นักศึกษาปัจจุบันก็แค่กินบุญเก่าเท่านั้น
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะดูสิ้นหวัง หากเราพิจารณาให้ดีแล้ว เหตุการณ์เดือนตุลาฯ มันประกอบขึ้นจากหลายส่วน ส่วนหนึ่งก็คือ สถานการณ์ทางการเมืองในช่วงนั้นซึ่งกดดันและคุกรุ่นมาหลายปีจนแทบจะระเบิด อีกส่วนหนึ่งที่เราจะปฏิเสธไม่ได้ก็คือ การใช้โอกาสขององค์กรนักศึกษาในช่วงนั้นที่จะเรียกร้องความเป็นธรรม สิทธิเสรีภาพ ให้กับประชาชน…แม้แต่ช่วงสึนามิก็เช่นกัน มันเป็นโอกาสที่ถูกสร้างขึ้นให้คนทำดี เราจะเห็นนักศึกษาจำนวนมากลงไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยจำนวนมาก…ผมคิดว่านั่นเป็นการแสดง “ความเป็นธรรมศาสตร์” ได้ชัดเจนที่สุด แม้จะไม่มีเหตุการณ์เดือนตุลาฯ เราก็ภูมิใจได้ว่า เรา หรือเพื่อนนักศึกษาเราได้ไปช่วยคนอื่น ได้ไปทำสิ่งดีๆให้อีกที่หนึ่งคลายทุกข์ลงไปบ้าง
“ความเป็นธรรมศาสตร์” ถ้าพูดให้ง่าย ดูทำได้จริงก็คือ สำนึกของการทำสิ่งดีๆให้คนอื่น ไม่สนใจว่าจะต้องเล็ก ต้องใหญ่ ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่าทำแล้วจะเกิดประโยชน์ หรือบรรเทาให้คนอื่นๆคลายทุกข์ลงได้ ก็ตัดสินใจทำมันลงไปเลย โดยสิ่งนี้ไม่แบ่งแยกสถาบัน หากใครมีสำนึกเช่นนี้ก็สามารถพิจารณาได้ว่า คนเหล่านี้ก็มีความเป็นธรรมศาสตร์ไม่แพ้เด็กธรรมศาสตร์ หรืออาจจะมากกว่าคนที่เข้ามาเกาะธรรมศาสตร์กินเท่านั้น
ฉะนั้น หาก “ความเป็นธรรมศาสตร์” คือการทำสิ่งดีๆให้คนอื่น แม้ไม่มีเหตุการณ์เดือนตุลาฯ ผมว่า คนธรรมศาสตร์ ก็ยังมีอะไรให้ภูมิใจ อย่างน้อยที่สุด ก็คือ ภูมิใจในตนเองที่ตนเป็นคนที่มีจิตสาธารณะ ทำสิ่งดีๆเพื่อคนอื่น มากขึ้นมาหน่อยเราก็ได้ภูมิใจว่าได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่พยายามทำสิ่งดีๆเพื่อคนอื่น
ความภูมิใจเหล่านี้ ไม่มีใครสร้างให้ได้นอกจากตัวของเราเอง ฉะนั้น อยากให้เพื่อนใหม่ทุกคนถือว่าการเข้าธรรมศาสตร์นั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเริ่มทำความดี ทำสิ่งดีๆเพื่อคนอื่น และอย่าได้ท้อ แม้คนอื่นๆจะไม่ได้ทำอะไร ความดีก็ไม่หายไปจากเรา และหากเราทำอย่างต่อเนื่อง วันหนึ่ง ความดีที่เราทำนั้นก็จะส่งผลให้คนที่อยู่รอบๆเราทำตามไปด้วย
…เริ่มทำดีได้แล้ว….ไม่ต้องเดี๋ยว…