Archive for August, 2007

คำขอครั้งสุดท้ายก่อนไป…

Thursday, August 23rd, 2007

ขอบคุณบอลที่ช่วยคอมเมนต์เรื่องวัฒนธรรมองค์กรครับ เป็นเรื่องดีมากๆ

อย่างไรก็ดี เมื่อวานจากที่เราได้นั่งฟังประชุมทำให้เราฉุกคิดอะไรได้บางอย่าง โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กร หลักการที่เราต้องยึดถือในการจะเป็นองค์กร หรืออย่างน้อยเป็นองค์กรในช่วงที่ผมจะเป็นผู้อำนวยการอยู่ เพราะเมื่อผมยังเป็นผู้อำนวยการอยู่ ความรับผิดชอบขององค์กรอยู่ที่ผม เพราะฉะนั้นรบกวนทำตามรายการต่อไปนี้ด้วย เพราะมันจะส่งผลกระทบต่อองค์กรด้วย

สิ่งที่ต้องจำให้ขึ้นใจในการทำงาน ITEM

1. พวกเราไม่ได้เก่งไปกว่าใครเขา - นั่นหมายถึงเวลาทำอะไรเราต้องถ่อมตนให้มาก เรียนรู้จากคนอื่น ฟังให้มากๆ

2. อย่าแถ - พอกันทีสำหรับการแถ นั่นหมายถึง เวลาจะทำอะไรต้องเตรียมตัวให้ดี ถ้าไม่รู้ก็บอกว่า ไม่รู้ แล้วก็ไปทำตัวให้รู้

3. ห้ามเอากระเป๋าเงินตัวเองกับกระเป๋าเงินองค์กรมารวมกัน - เงินที่เอาไว้สำหรับใช้จ่ายในงาน อย่าเอาไปใช้ส่วนตัว เพราะมันจะนำมาซึ่งความซวย หากผู้ใดซวยด้วยเหตุนี้ ขอให้ตัดหางปล่อยวัดไป อย่าไปช่วย แต่ก็อย่าให้ถึงป่านนั้น ขอให้ใช้ความคิด และตระหนักรู้ว่า มันส่งผลต่อตัวองค์กรและคนอื่นๆในองค์กรด้วย กลายเป็นว่าคนอยู่ ITEM จะต้องไม่ซื่อสัตย์ เชื่อไม่ได้ทุกคน

4. ไม่มีความยืดหยุ่นระหว่างเรื่อง “ถูก” และ “ผิด” - แน่นอนว่าเรื่อง ถูกผิด ขึ้นอยู่กับกติกาและบริบทในขณะนั้น แต่ก็ต้องสำเหนียกเอาไว้ว่า เรื่องถูกคือถูก ผิดคือผิด ถ้าเราทำผิด เราย่อมได้รับโทษแน่นอน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ถ้าเราพยายามแถไม่ให้โดนโทษ มันก็จะนำเราไปสู่อีกปัญหาหนึ่งซึ่งอาจจะซับซ้อนกว่า ฉะนั้นโดยเริ่มต้นคือ อะไรถูกจงทำสิ่งที่ถูก อะไรผิด อย่าไปทำมัน ถ้าเกิดหาทางที่ถูกในการทำให้บรรลุเป้าหมายไม่ได้แล้ว ต้องคุยกับเจ้าของเงิน เขาจะเป็นคนบอกว่ายืดหยุ่นได้หรือไม่ ไม่ใช่เรา

5. คนที่ยืนหยัดในหลักการความถูกต้องแล้วจงยืนหยัดต่อไป คนที่คิดว่าต้องยืดหยุ่นบ้างให้ดูข้อก่อนหน้านี้ ความยืดหยุ่นบางทีมันก็เป็นข้ออ้างของความมักง่ายเท่านั้น คนที่ยังไม่ยึดหลักการความถูกต้องก็ขอให้คิดว่า อายน้องมันหน่อย น้องมันเข้ามาใหม่ๆ เห็นพี่ทำอะไรผิดๆเลวๆ มันจะไม่เคารพเอา เราจะว่าจะเตือนก็ทำได้ไม่เต็มปาก เราจะไปสอน ให้คำปรึกษาเด็กๆมหาวิทยาลัยในอนาคตก็ไม่ได้ เพราะเราอาจจะไปสอนให้เด็กทำอะไรผิดๆตามเราไปได้

6. เมื่อผิดพลาดก็ขอโทษ - อย่าไปแถเลี่ยงความผิด ฟังอย่างเดียวพอ เมื่อเขาพูดจบแล้วค่อยพิจารณา ถ้าเราไม่ผิดไว้พูดวันหลัง หรือพูดเวลาที่อีกฝ่ายหายโกรธหรือหายมีอารมณ์แล้ว เมื่อเพื่อนทำอะไรดีๆให้ก็ขอบคุณ

7. รู้จักมองผลประโยชน์ระยะยาว มองที่เป้าหมายของงานเป็นหลักในเรื่องการพัฒนาเยาวชน ไม่ว่าจะทำงานของตนเองหรือของคนอื่นก็ตาม มองว่าเราจะได้อะไรไม่ได้อะไรให้น้อย เพราะการทำเราทำอะไรให้คนอื่น ไม่ว่าอะไรก็ตาม อย่างน้อยมันเป็นการลงทุนทางสังคมเอาไว้ เราจะได้มีเครือข่ายที่เราสามารถทำงานและช่วยเหลือเราได้ในอนาคต เป็นการลงทุนมนุษย์ให้องค์กร เพราะยิ่งเราทำมาก ทักษะและประสบการณ์เรายิ่งมาก –อย่าเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ให้มันมากนัก

8. ถ้าอยากทำอะไรใหม่ๆ ที่อาจจะไม่ใช่เรื่องนักศึกษา หรือไม่ใช่เรื่องของการเป็นกลไกการแลกเปลี่ยนเครื่องมือระหว่างองค์กรดังชื่อ ITEM แล้วล่ะก็ อย่ามาเสียเวลาเปลี่ยนองค์กร ITEM เป็นองค์กรอื่นเลย ออกไปตั้งองค์กรและทำงานที่ตนเองอยากทำเถิด ให้ ITEM คงอยู่ตามเจตนารย์ดั่งเดิมเถิด ถ้าไม่มีใครสนใจทำตามเจตนารมย์เดิมก็หยุดมันไว้ ถ้าเจตนารมย์เดิมมันไม่มีประโยชน์แล้วก็ยุบมันทิ้งซะ

9. เวลาทำงานด้วยกัน ประชุมกัน “ตั้งใจฟัง” กันให้มากๆ ปิด Wireless ซะ เมื่อคนอื่นถามคำถาม ให้ฟังว่าเขาถามอะไร ตอบอะไร อย่าไปคิดว่าเข้าใจแล้ว นอกจากจะทำให้โง่แล้ว ยังทำให้เราไม่สามารถคิดอะไรและสร้างสรรค์อะไรไปพร้อมๆกันได้ด้วย (กระบวนการ Dialogue)

10. อย่าถือว่าตัวเองถูกเพราะมีประสบการณ์มากกว่า อย่าปิดประตูหัวใจไม่รับฟังตั้งแต่ต้นเพราะเค้าเด็กกว่าหรืออาจจะเคยถามอะไรที่เรารู้มาก่อน คนแก่กว่าประสบการณ์มากกว่า โง่ๆก็เยอะ โง่เพราะไม่ยอมเปิดกะลาของตัวเอง

ถ้าอ่านแล้วอาจแทงใจใครและทำให้รู้สึกละอายบ้าง ก็ขอให้รู้ว่ายังเป็นคนดีอยู่ เพราะมีความละอายต่อบาป และยังสามารถพัฒนาตนเองได้เพราะเห็นจุดบอดของตนเอง แต่ถ้ายังคิดแก้ตัวน้ำขุ่นๆให้ตนเองอยู่ละก็ ก็คงจะสิ้นหวัง และควรทบทวนบทบาทของตนเองในการทำงานภาคสังคมกับ ITEM นี้ต่อไป

ประชุมกันคราวละ 4 ชั่วโมงเลยรึ?

Thursday, August 23rd, 2007

เคยสังเกตกันบ้างหรือเปล่าว่าเราใช้เวลาประชุมงานทุกสัปดาห์นานมาก ประหนึ่งว่าไม่เคยพบปะพูดคุยกันเลย นอกจากข้อดีที่ว่าได้คุยกันนานๆ รู้รายละเอียดงานของแต่ละคน ซึ่งบางครั้งอาจจะมากเกินไปด้วยซ้ำ ในเรื่องอื่นก็ยังไม่เห็นว่ามันจะดีตรงไหนเลยในการคุยกันยาวๆ

ส่วนข้อเสียคือสมาธิกระเจิง ทั้งคอมเอย หนังสือเอย โทรศัพท์เอย และเวลาที่ผ่านไปนานจนต้องมาครุ่นคิดว่ารถเมล์จะหมดจนกลับบ้านลำบาก ล้วนแล้วแต่ดึงความสนใจจากประเด็นที่ควรต้องให้ความสำคัญทั้งนั้น ทำให้เป็นปัจจัยหนึ่งที่งานไม่คืบหน้าเท่าที่ควร

วิธีการแก้ไขแบบอิงวัฒนธรรมองค์กรด้วยแล้ว ไม่ต้องถึงกับปิดโทรศัพท์หรือปิดคอมเพื่อประชุม แต่ควรจะรู้ได้เองว่าช่วงไหนควรปิดเพื่อระดมความคิดกันก่อน ช่วยไหนแค่ฟังเรื่องอัพเดทเฉยๆ ก็เล่นไปเหอะ แก้เบื่อแก้เซ็งกันไป

สัดส่วนเนื้อหาในการประชุมส่วนใหญ่จะหมดไปกับการอัพเดทงานมากกว่า ถ้ามาดูการประชุมในแต่ละสัปดาห์จะเห็นว่าการอัพเดทงานที่ตนเองรับผิดชอบนั้น เป็นเพียงแค่ประโยคบอกเล่าธรรมดา ไม่ได้สร้างคุณค่าอะไร วันนี้ถึงได้ย้อนถามกลับไปว่า หน้าที่ของแต่ละคนกับงานนั้นๆ ส่งผลอะไรต่อองค์กรบ้าง แล้วเราก็ควรเอาเรื่องที่มีผลกระทบต่อองค์กร มาเล่าให้ทุกคนฟังมากกว่า เช่น ทำงานนั้นแล้วได้อะไรกลับมา ประเด็นไหนน่าสนใจที่เราควรหยิบมาดำเนินการต่อ หรือ connection ใหม่ๆ ที่ได้จากการทำงานกับคนภายนอก

และควรส่งเสริมให้มีการพูดคุยกันก่อนการประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมด้วย อาจไม่ต้องถึงกับพิมพ์เป็นเอกสารแจกก็ได้ (เพราะเปลือง) เช่น ถ้าจะพูดถึงค่าตอบแทนอาสาสมัคร ก็ควรพูดกันนอกรอบก่อน ไม่ต้องรอให้ครบองค์ประชุมก็ได้ แต่นั่นต้องหมายถึงว่า การพูดคุยนอกรอบต้องมีข้อสรุปอย่างชัดเจน และสามารถอธิบายใหม่ได้โดยเนื้อหาไม่เพี้ยนไปจากเดิมนะ เพราะถ้าเรารอให้มากันครบองค์ กว่าจะเริ่มคุยก็นานแล้ว

เรื่องสุดท้าย ทุกคนควรทำการบ้านในเนื้อหาที่รับผิดชอบบ้าง เช่น เรื่องของการดูแลจัดการเครือข่าย การทำการบ้านอาจไม่ใช่หาหนังสือที่เกี่ยวข้องอ่านอย่างเดียว แต่หมายถึงการครุ่นคิดให้รอบด้านโดยยึดเอาประสบการณ์ตรงของเรามาช่วยเสริมก็ได้ เพราะเราต้องทำงานอย่างรู้ใจกับนักศึกษา ดังนั้นทฤษฎีหรูๆ แบบนักธุรกิจอาจใช้ไม่ได้ผลกับกลุ่มเป้าหมายของเราก็ได้ เราจะต้องประยุกต์เอาหลักการเหล่านั้นมาปรับใช้กับสถานการณ์จริง ใช้การวิเคราะห์และสังเคราะห์มันออกมา ซึ่งเข้าใจว่าต้องใช้สมาธิค่อนข้างสูง และมันก็คงจะคิดไม่ออกตอนประชุมแน่ๆ

เหล่านี้อาจช่วยให้การประชุมเราใช้เวลาน้อยลงกันได้บ้าง

รณรงค์การใช้บล๊อคในองค์กร

Thursday, August 23rd, 2007

สืบเนื่องว่า นับแต่บัดนี้เป็นต้นไปเราจะต้องบริหาร content กันเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็เชื่อศักยภาพของสมองเม็ดก๋วยจี๊แต่ละคนว่าคงจำกันไม่ได้หมดแน่ ใครมีเรื่องราวอะไรให้บันทึกลงในบล๊อค เพื่อเป็นการแชร์ข้อมูลและความรู้กันไปในตัว สอดคล้องกับหน้าที่ขององค์กรที่จะต้องให้ลูกค้าเราพรั่งพรูความรู้กันให้มากๆ

ก็พอเข้าใจอยู่ว่า หลายคนคงมีเรื่องเล่า เพราะนั่งแชทกันทั้งวันได้ แต่พอมาถึงหน้าจอของบล๊อคแล้วก็ลมปรานแตกซ่าน คิดอะไรไม่ออกกัน เรื่องอย่างนี้ต้องค่อยเป็นค่อยไป ใช้ความสดใหม่ของความคิดเป็นตัวเร่งให้เกิดการเขียนขึ้น

เช่น เมื่อค่ำประชุมงานขององค์กร พอกลับมาถึงบ้าน อาบน้ำอาบท่าเสร็จก็เริ่มเขียนเลย นึกอะไรออกก็เขียนมาว่าเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย มีมุมมองต่อเรื่องนี้อย่างไร หรือถ้ามีเวลาหาข้อมูลมาประกอบได้ก็จะดีมาก

เพราะถ้าเราไม่เขียนกัน มันก็เหมือนใช้ทรัพยากรไม่คุ้มค่า ต้นทุนของงานก็จะสูงขึ้น และเราก็จะอยู่กันลำบากนั่นเอง

Sun MicroSystem

Monday, August 20th, 2007

เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ผมได้ไปพบกับเจ้าหน้าที่ของ Sun Microsystem ชื่อคุณ Larry Nelson ผู้อำนวยการโครงการ Global Citizenship เขามาพบกับกับผมและพี่นุ้ยเนื่องด้วยว่า ผมและพี่นุ้ยเป็นตัวแทนประเทศไทยไปร่วมประชุม Global YOuth Leadership Summit เมื่อปีที่แล้ว

Sun เป็น Partner กับ UNDP ในการผลักดันประเด็นเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีในการ energize การมีส่วนร่วมของเยาวชน เขาเลยมาคุยกับเรา

เขาว่า UNDP จะประกาศรับโครงการเพื่อให้ทุนไปทำโครงการที่เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี Energize การมีส่วนร่วมของเยาวชนทั่วโลกในการผลักดัน MDGs (Millennium Development Goals) เราน่าจะลองดูว่าเราจะเสนอโครงการหรือไม่นะครับ

ผมเห็นว่าโครงการนี้เป็นโครงการใหญ่มาก ต้องการคนที่มาทำงานนี้อีกชุดหนึ่งเลยทีเดียว แต่ก็น่าสนใจที่จะทำงานที่ท้าทายเช่นนี้ อีกประการคือ ทันอาจจะหนักมากเพื่อต้องทำโครงการของ HP ของสสส.ไปด้วยกัน

Idea เกี่ยวกับอีกขาหนึ่งจ้า

Friday, August 3rd, 2007

เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ พอดีเมื่อสัปดาห์ก่อนช่วยป้าแอมหาที่อบรมสำหรับค่ายผู้นำเยาวชนอาสาสมัคร ปรากฎว่าไม่มีเว็บไหน หรือองค์กรใดทำหน้าที่ตรงนี้เลย ลำบากมากในการหาสถานที่ ต้องมีคอนเนคชั่นอย่างมาก ลำบากกับการเริ่มหรือทำกิจกรรมต่างๆ

จึงคิดว่าตรงนี้เป็นช่องว่างตลาดมาก (Nitch Market) เราควรใช้โอกาสนี้ในการหารายได้ทางหนึ่งเข้าองค์กร (ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของ หจก. ที่เปิดใหม่ หรือไม่ก็ตาม แต่ควรทำให้ถูก) โดยการ..

ทำหน้าทีเป็น Agency ในการหาสถานที่อบรม คือ อาจจะทำฐานข้อมูลของสถานที่อบรม พร้อมทั้งทำอาจจะช่วยเหลือในการสอบถามพร้อมอัพเดทวันว่างให้ ก็จะดี รายได้อาจจะเข้ามาจากค่า Marketing ของสถานที่เหล่านั้น หรืออาจจะเก็บ % จากค่าหัวของคนที่เข้าร่วมโดยทำการตกลงกับสถานที่เอาไว้เสีย

ทำคล้ายๆกับ koh-samet.org ที่โฆษณาสถานที่พร้อมประสานงานให้ด้วย …

นอกจากนี้ น้องพี ได้เคยทำแผนธุรกิจเรื่องนี้เอาไว้ด้วย ควรจะปรึกษาเขาเพื่อดำเนินการต่อไป