วิพากย์รับน้อง : เมื่อขาดวุฒิภาวะ
Sunday, September 30th, 2007เมื่อปี 48 “น้องหมู” โชคชัย รุ่งเรืองศรีศักดิ์ นิสิต มก.หนีกลับไปยิงตัวตายที่บ้านเกิดที่ จ.ชุมพร ก็ถูกสันนิษฐานกันว่าเพราะทนสภาพกดดันจากการรับน้องที่รุนแรงเกินเหตุไม่ได้ หรือเหตุการณ์ล่าสุดที่มีการให้รุ่นน้องกลิ้งตัวรอบกองไฟของไทยวิจิตรศิลป์ ยิ่งส่งผลกระทบต่อคำว่า “รับน้อง” ในสังคมไทยมากขึ้นเรื่อยๆ โดยปราศจากเสียงโต้แย้งที่ฉายภาพในด้านดีของกิจกรรมนี้จากนักศึกษาส่วนใหญ่
ผมได้มีโอกาสคุยกับทีมผู้จัดค่ายรับน้องของที่ภาควิชาผมในปีนี้ เธอบ่นให้ฟังว่าอุตส่าห์จัดในช่วงเวลาที่ทุกคนสอบเสร็จและปิดเทอม แต่คนเข้าร่วมกิจกรรมกลับน้อยเกินคาด ส่วนหนึ่งก็ไปเที่ยวกันเองบ้าง กลับบ้านที่ต่างจังหวัดบ้าง และอีกส่วนผู้ปกครองก็ไม่อยากให้เข้าร่วมกิจกรรมบ้าง จนเธอบอกว่า จะจัดรับน้องวันไหนของปีก็ยังได้ แต่คนก็ยังหาข้ออ้างไม่ให้มากันได้ทุกวัน
ปัญหาเรื่องการรับน้องกลับตกอยู่แค่เรื่องเดิมที่ไม่เคยได้รับการแก้ไขคือ คนที่ทำงานใหญ่ขนาดต้องรับผิดชอบชีวิตคน (รุ่นน้อง) กลับเป็นเพียงแค่รุ่นพี่กลุ่มเล็กๆ ที่เคยเข้าร่วมกิจกรรมนี้แค่ครั้งหรือสองครั้งเท่านั้น วุฒิภาวะในการแก้ไขปัญหาหรือตัดสินใจใดๆ ยังน้อย และเจือปนด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผลอยู่พอสมควร คำพูดหลังนี้ผมไม่ได้พูดคนเดียว แต่รุ่นน้องที่กำลังจะจบในปีนี้ก็บ่นกับผมว่า เพิ่งเข้าใจว่าไม่มีใครสนใจพี่ปีสี่ ทั้งๆ ที่เป็นคนที่มีประสบการณ์มากที่สุด ใกล้ชิดและเข้าใจนักศึกษามากที่สุด แต่กลับถูกมองข้ามมากที่สุดเหมือนกัน
เรื่องนี้จึงส่งผลถึงกิจกรรมที่ไม่ได้ถูกคิดให้ตกตะกอนมากพอ ภาพจึงเป็นเพียงแค่กิจกรรมเพื่อความสนุกสนาน เปลี่ยนที่กินเหล้าและมั่วสุมกัน กิจกรรมภายในก็กร่อยๆ เพราะหมดมุกที่จะจัดให้สนุก ทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อน รุ่นพี่ และรุ่นน้อง ระยะเวลาการจัดไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ควรจะเป็น ส่งผลถึงเรื่ิองการสิ้นเปลืองเงินที่อุตส่าห์เก็บกันมาโดยใช่เหตุ
ปัญหาอื่นๆ ยังมีอีกครับ ถ้ามีเวลาเดี๋ยวมาวิพากย์ปัญหาด้านอื่นๆ ต่อครับ