Archive for October, 2007

การทำงานกับเยาวชน: มุมมองจาก development studies

Tuesday, October 23rd, 2007

แหม ไม่ได้เข้ามาตั้งนานเห็นมีแต่คนโพสต์เรื่องความรู้ เลยถือโอกาสโพสต์บ้าง เพราะวันนี้ไปเรียนวิชา Gender and Rural Livelihood (เพศสภาพและความเป็นอยู่ในชนบท) แล้วเห็นว่ามีส่วนที่เกี่ยวข้องกันอยู่ในเชิงของการทำงานพัฒนา

อาจารย์วันนี้เป็นอาจารย์ได้สังคมวิทยา ชื่อ Christine Okali พูดถึงเรื่อง วิถีชีิวิต และความสำคัญของสถาบันและองค์กรของมนุษย์ (Livelihood perspective: look at institution and human agency)  มีสองส่วนที่อยากจะเล่าสู่กันฟัง ส่วนแรกเป็นการทำงานด้านการพัฒนา และส่วนที่สอง ก็…เอ่อ ก็เป็นการทำงานด้านการพัฒนาเหมือนกัน แต่จะเน้นลงไปที่การสร้างกลุ่มที่จะขยายแนวคิดนั้นๆต่อไป -_-’

ประเด็นแรก อาจารย์เค้ายกตัวอย่างตอนเค้าทำงานในแอฟริกา ไปอบรมเรื่องเกี่ยวกับเทคนิคการทำการเกษตรให้กับชาวบ้านเป็นเวลา 1 สัปดาห์ พอผ่านไปวันที่ 3 กระทั่งคนที่อบรมก็เริ่มเซ็ง เลยเปลี่ยนประเด็นการอบรม เนื่องจากคนเข้าอบรมเป็นผู้หญิง จึงเปลี่ยนมาคุยแลกเปลี่ยนกันเรื่องเกี่ยวกับ การเลี้ยงและการดูแลลูกแทน ถ้าฟังไม่ผิดเหมือนอาจจะเชื่อมเข้าประเด็นเดิมด้วย

สิ่งที่สำคัญก็คือ เขาว่า การทำงานพัฒนานั้น มันต้องดูที่ “ชีวิตคน” เป็นหลัก มิใช่มุ่งแต่จะให้เทคนิคเค้าถ่ายเดียว … และถ้าความเข้าใจของตนเองขยายต่อ ก็คือว่า ชีวิตคนนั้นเป็นแกนหลัก ของงานพัฒนา ถ้าจะให้้เทคนิค ก็ต้องมีความสอดคล้องเกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์กับชีวิตของเขาด้วย

ฟังแล้วนึกถึงตอนตัวเองทำ เพราะจะเป็นประเภทเน้นเทคนิค และวิธีการมาก … ในขณะที่พี่ๆทาง idea ก็จะเน้นเรื่องชีวิตมากเหมือนกัน เราจะรู้สึกได้ถึงชีวิตชีวา และพลังจากงานของ idea แต่ในขณะเดียวกันก็ขาดความยั่งยืน เพราะเหมือนเติมน้ำไว้เต็มเขื่อน แต่ไม่รู้จะระบายไปใช้ประโยชน์อะไรทางไหน เพราะมิได้มีทักษะหรือเป้าประสงค์ที่ชัดเจนลองรับ ..(คือ ไม่มีคลองชลประทาน หรือส่วนอื่นๆให้ใช้ประโยชน์จากพลังน้ำ)  …?ในที่พวกเราทำก็ตรงข้ามกันเลยทีเดียว ถ้เาเปรียบเทียบคือ ทุกอย่างเชิงเทคนิค ค่อนข้างพร้อมแล้ว แต่ดันไม่มีน้ำซะนี่ … พลังที่เราเห็นจากงานที่เราทำค่อนข้างน้อย แต่หนักแน่นด้านเทคนิค

ฉะนั้น จำเป็นมากที่จะต้องใช้เป็นหลักใหญ่ ว่า ในการทำงานกับนักกิจกรรม ก็ควรจะใช้ “ชีวิตนักศึกษา/ชีวิตนักกิจกรรม” ของเขาเป็นแกนหลักในการทำงานพัฒนากับเขา … ทำอย่างไร ชีวิตนักศึกษาและชีวิตนักกิจกรรม ของเขาจะพัฒนาขึ้นด้วย มิใช่มุ่งแต่พัฒนา “ตัวกิจกรรม” ถ่ายเดียวและลืมตรวจสอบว่า “ตัวกิจกรรม” ส่งผล ต่อ “ชีวิตนักศึกษา” อย่างไร … ในการเทรนนิ่งก็เช่นเดียวกัน

ประการที่สองคือ เราเคยสงสัยว่า ทำไมเราจัดค่าย พยายามสร้างกลุ่ม หรือเครือข่าย แต่ทำไมมันถึงไม่เกิด ไม่โตหว่า … (อันนี้พูดถึงงานสหกรณ์ความคิดเป็นตัวอย่างนะ) .. ในขณะที่เวลามีค่ายของ idea นั้น เราจะสังเกตุเห็นความเหนียวแน่นของกลุ่มหลังค่ายได้มากกว่าโดยเปรียบเทียบ … วันนี้รู้สึกว่าจะมีความกระจ่างแจ้งในใจจากการเรียนวิชานี้ ที่ไขปริศนาดังกล่าว

เรื่องที่เรียนเป็นเรื่องเกี่ยวกับ Norms (บรรทัดฐาน) ซึ่งจริงๆแล้วก็คือ กฎกติกาไม่เป็นทางการ หรือ อาจเรียกว่าเป็นความตระหนักรู้ก็ว่าได้ เช่น พวกทำงานเรื่องสิทธิ์ ก็จะตระหนักรู้เรื่องสิทธิมาก และในกติกาของตนก็ยอ่มเน้นเรื่องสิทธิเช่นกัน… Norms บวกกับเป้าหมายร่วมกัน  (common goal) และโครงสร้าง  (structure-ตำแหน่งหน้าที่ ใครทำอะไร ใครมีตัดสินใจ ฯลฯ ในกลุ่มคนเหล่านั้น)  จะนำมาซึ่งพฤติกรรม และแนวปฏิบัติหนึ่งๆ

สิ่งที่เห็นได้ชัดจากมุมมองนี้ คือ ค่ายของ idea จริงๆแล้วคือ ค่ายพี่เป็ด ได้มีการสร้าง Norms หรือบรรทัดฐาน ขึ้นในใจของเด็กๆที่มาค่ายเสมอ เช่น เรื่องการทำความดี … เรื่องกตัญญู ฯลฯ ซึ่งในทางหนึ่ง ก็ทำให้เกิดความเป็นพวกเดียวกันสูง และพยายามหาหรืออยากร่วมกิจกรรมที่สอดคล้องกับบรรทัดฐานดังกล่าว … บรรทัดฐานดังกล่าวถูกเน้นอย่างมากในทุกๆกิจกรรม โดยเฉพาะผ่านกิจกรรมช่วงกลางคืน

ในมุมทางฝั่งกิจกรรมของเรานั้น เน้นไปในทางการทำโครงสร้าง (Structure- ใครทำอะไร ใครตัดสินใจ ฯลฯ) ให้ชัดเจนมากกว่า แต่เรามิได้มีการสร้างหรือเน้นย้ำบรรทัดฐาน (Norms) ที่สำคัญลงไปให้ชัด และที่สำคัญกว่านั้นคือ ทำยังไงกันแน่ในการย้ำบรรทัดฐานเหล่านี้ …

ซึ่ง ในท้ายที่สุด อาจเขียนเป็นสมการเล่นๆว่า กลุ่มที่เข้มแข็ง = โครงสร้างที่ชัดเจน + บรรทัดฐาน/ความเชื่อของกลุ่มที่ชัดเจนด้วย (+เป้าหมาย หากจะเป็นกลุ่มที่ทำอะไรหวังผล)
เห็นสมการนี้เลยนึกถึงตัวอย่างที่ค่อนข้างสมบูรณ์ใกล้ตัว คือ ITEM ของเรานั่นเอง โครงสร้างเราชัดพอควรเลย และเราเน้นย้ำความเชื่อ บรรทัดฐาน และเป้าหมายของเรา มากพอจนทำให้เราไม่ไขว้เขวในเป้าหมายและคุณค่าต่างๆที่เรายึดถือ

สิ่งนั้นยังขาดในงานอย่างสหกรณ์ความคิด และผมคิดว่านี่คือหลักสำคัญ สองประการในการทำงานพัฒนากิจกรรมนักศึกษาของเราครับ

โอ้วๆๆ มีต่อ ความคาดหวังภาค 2

Wednesday, October 17th, 2007

มีคนทำวิจัยมาบอกว่าความคาดหวังมีมิติ 8 ประการของคุณภาพ

1.Performance(สมรรถนะ) คือสินค้าสามารถทำได้ตามหน้าที่หลักของมัน หรือดังตั้งใจไว้ไหม

2.Feature (หน้าที่เสริม) คือลักษณะเสริมจากสมรรถนะ แม้ว่าไม่มีก็ยังใช้งานได้อยู่

3.Reliability (ความไว้วางใจ) คือความถี่ที่ผลิตภัณฑ์เกิดบกพร่อง ได้ตรงตามในช่วงเวลาที่กำหนดความน่าจะเป็นเอาไว้ว่าจะเสียหาย

4.Conformance (ความตรงต่อมาตรฐาน) คือผลิตภัณฑ์ตรงตามที่ผู้ออกแบบตั้งใจไว้หรือไม่

5.Durability (ความทนทาน) คือเรื่องความทนทานการใช้งาน สามารถใช้รุ่นเดิม แต่ upgradeได้

6.Serviceability (ความสามารถในการบริการ) คือเป็นการบริการ ที่ประกอบไปด้วย 8 เรื่อง ดังนี้ ความสุภาพ, ความเสมอต้นเสมอปลาย, ความสะดวก, ความถูกต้อง, เวลารอคอย, ความตรงต่อเวลา, ความสมบูรณ์, การตอบสนอง

7.Aesthetics (สุนทรียภาพ) คือ ความคาดหวัง 6 ประมารแรกจะตัดสินใจแบบภาวะวิสัย คือตัดสินด้วยการทดสอบ หรือตรวจวัด แบบนี้จะเป็น อัตวิสัย คือความดูดี ความรุ้สึกที่ดี ของผลิตภัณฑ์ในสายตาผู้ใช้ ยกเวินการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ

8.Reputation (ความมีชื่อเสียง) คือ Brand นั่นเอง ว่าเป็นที่ยอมรับหรือไม่

การทำ Product ให้ตรงใจลูกค้า

Wednesday, October 17th, 2007

ดีครับ ใครเข้ามาอ่าน ผมไม่วิชาการเท่าไหร่ แค่อยากถอดเก็บ เผื่อเอาไปใช้ในองค์กรได้น่ะครับ เริ่มแรกเลยสินค้าที่ผลิตออกมาควรจะดูอะไร ผมว่าเราควรรู้ถึงเรื่องของความคาดหวังของลูกค้าน่ะครับ ในที่นี้หมายถึงกลุ่มเป้าหมายที่เราจะทำก็ตาม โดยความคาดหวัง (expectation) มี 4 ระดับ

1.ขั้นพื้นฐาน คือความเหมาะสมในการใช้งานของลุกค้า

2.ขั้นมาตรฐาน คือโดยมากได้มาจากการ Benchmarking กับผลิตภัณฑ์ที่มีอยุ่

3.ขั้นปราถนา คือ เป็นความต้องการที่อยู่ในระดับส่วนบุคคลที่แตกต่างกันออกไป

4.ขั้นซ่อนเร้น คือ เป็นสิ่งที่ลูกค้าไม่ทราบว่าตัวเองต้องการสิ่งนั้นไว้ ซึ่งหากผู้ผลิตเสนอให้ก็จะเกิดความประทับใจ เพราะได้เหนือความคาดหวัง

ตัวอย่างสำหรับการอะบายน่ะครับ เช่นบัตร ATM ความคาดหวังขั้นพื้นฐานคือการการฝากถอน กดเงินได้ ส่วนขั้นมาตรฐานคือ ค่าธรรมเนียมการโอน การกดเงินต่างธนาคารได้กี่ครั้งต่อเดือน ส่วนความคาดหวังขั้นปราถนาคือ อาจเป็นส่วนตัวหน่อย เช่น หวังให้วงเงินการกดได้สูงกว่าที่เป็นอยุ่ หรือไม่จำกัด สุดท้ายๆ ขั้นซ่อนเร้น คือ คนแปลกใจว่าบัตรเอทีเอ็มสามารถให้เงินกรมธรรม์ได้ถ้าคุณเสียชีวิต แต่คุณมีบัตรนี้อยู่คุณได้เงินประกัน

จบครับสำหรับการผลิตสินค้าให้ตรงตามคาดหวัง

เมื่อโลกภายนอกมอง ITEM

Monday, October 15th, 2007

ITEM - ผมว่า…นักศึกษาเป็นเด็กด้อยโอกาส

“กิจกรรมกำลังมีปัญหา…นักศึกษาคือเด็กด้อยโอกาส!” - เป็นวาทกรรมจากคนรุ่นใหม่ไฟแรงภายใต้ชื่อ “กลุ่มไอเทม” (ITEM) แสดงทรรศนะต่อแวดวงกิจกรรมนักศึกษาที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ติดตามอ่านได้ใน!!!! >>> http://www.thaingo.org/man_ngo/item.htm

 รูปพี่จิวหล่อเกินตัวจริงหวะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ

การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองกับการทำ Policy Campaign

Sunday, October 14th, 2007

วันนี้ขยัน อยากเขียนครับ คืออ่านหนังสือพิมพ์มาครับแล้วมีบทความเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ กับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืน Rostow นักวิชาการรัฐศาสตร์สายการเมืองเปรียบเทียบ ได้กล่าวเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง มี 4 ขั้นตอนที่สำคัญซึ่งผมคิดว่ามันดูคล้ายการทำ Policy Campaign ต่างๆอยู่เหมือนกันเลยเอามาลองเปรียบเทียบดูครับ

ระยะที่หนึ่ง ช่วงเวลาของการสร้างชาติและรัฐ โดยประชาชนต้องรู้และมีความตระหนักในรัฐ ว่าตนคือใคร ในสังคม และสังคมคืออะไร ผลประโยชน์ของชาติคืออะไร ซึ่งเปรียบกับงานผลักดันนโยบายกับประชาชน คือการทำให้ประชาชนเข้าใจถึงสิ่งที่ต้องการนำเสนอเพื่อผลักเสียก่อน ว่าสังคมเป็นอย่างไร เช่นจะผลักดันเรื่องเหล้าบุหรี่ ก็ต้องทำให้ประชาชนรู้จักเหล้าบุหรี่ดีเสียก่อน ว่ามีที่มาให้คุณให้โทษอย่างไร มีผลอย่างไรกับชาติบ้านเมือง

ระยะที่สอง ช่วงของการแย่งชิงทั้งผลประโยชน์ในทุกภาคส่วน ในกฎกติกาที่มี มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก เปรียบเหมือนการโฆษณาสร้างภาพลักษณ์ในองค์กร กลุ่มของตน เพื่อรักษาพื้นที่เช่น เหล้าที่มีการแข่งขันในการสร้างคุณค่าว่าให้รักเพื่อน หรือการทำ CSR ในด้านต่างๆ และในส่วนของประชาชนเองก็จะมีการถกเถียงหรือการตั้งข้อสังเกตุ ในระดับบุคคล เรื่องของข้อมูลที่ได้รับ และเพิ่มความตระหนักมากขึ้น

ระยะที่สาม เป็นขั้นตอนแห่งการตัดสินใจ เนื่องจากการเหน็ดเหนื่อยในการสู้กัน และสูญเสียกันทุกฝ่าย หาทางออกไม่ได้ อาจเกิดกติกาใหม่ๆ เช่นการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ เลือกตั้งใหม่ ซึ่งนำมาเปรียบเทียบกับกับการทำการรณรงค์คือการที่มีการยื่นที่ประชาชนตัดสินใจที่จะเรียกร้องให้เกิดแนงทางการแก้ไขต่างๆ เช่น ให้รัฐบาลออกกฎหมายควบคุมการโฆษณาเหล้าในช่วงก่อน 4 ทุ่ม หรือเรื่องเวลาในการขายเหล้า ห้ามขายหลังเที่ยงคืน

ระยะสุดท้าย ขั้นตอนของการทำให้รูปแบบการปกครองเป็นอุปนิสัยใจคอขอประชาชนทั้งหมด ก็มีอาการเสพติดในระบอบนั้น โดยทำตามแบบแผนดังกล่าว เช่น ตั้งคำถามในตัวเอง เลื่อกผู้แทนไปทำไม ชาติได้ประโยชน์อะไรบ้าง และเมื่อนำกลับมาเปรียบเทียบกับการทำการรณรงค์คือการที่ ประชาชนรับรู้และตั้งข้อสังเกตุได้เมื่อมีอะไรเกี่ยวข้องกับนโยบายนั้น เช่นเมื่อเห็นว่าร้านเหล้าเปิดใกล้สถานศึกษา ก็มีการเรียกร้องเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

ที่เล่ามาเผื่อเราจะได้นำมาทำปรับใช้ในงานชองเราได้บ้างครับ