การทำงานกับเยาวชน: มุมมองจาก development studies

แหม ไม่ได้เข้ามาตั้งนานเห็นมีแต่คนโพสต์เรื่องความรู้ เลยถือโอกาสโพสต์บ้าง เพราะวันนี้ไปเรียนวิชา Gender and Rural Livelihood (เพศสภาพและความเป็นอยู่ในชนบท) แล้วเห็นว่ามีส่วนที่เกี่ยวข้องกันอยู่ในเชิงของการทำงานพัฒนา

อาจารย์วันนี้เป็นอาจารย์ได้สังคมวิทยา ชื่อ Christine Okali พูดถึงเรื่อง วิถีชีิวิต และความสำคัญของสถาบันและองค์กรของมนุษย์ (Livelihood perspective: look at institution and human agency)  มีสองส่วนที่อยากจะเล่าสู่กันฟัง ส่วนแรกเป็นการทำงานด้านการพัฒนา และส่วนที่สอง ก็…เอ่อ ก็เป็นการทำงานด้านการพัฒนาเหมือนกัน แต่จะเน้นลงไปที่การสร้างกลุ่มที่จะขยายแนวคิดนั้นๆต่อไป -_-’

ประเด็นแรก อาจารย์เค้ายกตัวอย่างตอนเค้าทำงานในแอฟริกา ไปอบรมเรื่องเกี่ยวกับเทคนิคการทำการเกษตรให้กับชาวบ้านเป็นเวลา 1 สัปดาห์ พอผ่านไปวันที่ 3 กระทั่งคนที่อบรมก็เริ่มเซ็ง เลยเปลี่ยนประเด็นการอบรม เนื่องจากคนเข้าอบรมเป็นผู้หญิง จึงเปลี่ยนมาคุยแลกเปลี่ยนกันเรื่องเกี่ยวกับ การเลี้ยงและการดูแลลูกแทน ถ้าฟังไม่ผิดเหมือนอาจจะเชื่อมเข้าประเด็นเดิมด้วย

สิ่งที่สำคัญก็คือ เขาว่า การทำงานพัฒนานั้น มันต้องดูที่ “ชีวิตคน” เป็นหลัก มิใช่มุ่งแต่จะให้เทคนิคเค้าถ่ายเดียว … และถ้าความเข้าใจของตนเองขยายต่อ ก็คือว่า ชีวิตคนนั้นเป็นแกนหลัก ของงานพัฒนา ถ้าจะให้้เทคนิค ก็ต้องมีความสอดคล้องเกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์กับชีวิตของเขาด้วย

ฟังแล้วนึกถึงตอนตัวเองทำ เพราะจะเป็นประเภทเน้นเทคนิค และวิธีการมาก … ในขณะที่พี่ๆทาง idea ก็จะเน้นเรื่องชีวิตมากเหมือนกัน เราจะรู้สึกได้ถึงชีวิตชีวา และพลังจากงานของ idea แต่ในขณะเดียวกันก็ขาดความยั่งยืน เพราะเหมือนเติมน้ำไว้เต็มเขื่อน แต่ไม่รู้จะระบายไปใช้ประโยชน์อะไรทางไหน เพราะมิได้มีทักษะหรือเป้าประสงค์ที่ชัดเจนลองรับ ..(คือ ไม่มีคลองชลประทาน หรือส่วนอื่นๆให้ใช้ประโยชน์จากพลังน้ำ)  …?ในที่พวกเราทำก็ตรงข้ามกันเลยทีเดียว ถ้เาเปรียบเทียบคือ ทุกอย่างเชิงเทคนิค ค่อนข้างพร้อมแล้ว แต่ดันไม่มีน้ำซะนี่ … พลังที่เราเห็นจากงานที่เราทำค่อนข้างน้อย แต่หนักแน่นด้านเทคนิค

ฉะนั้น จำเป็นมากที่จะต้องใช้เป็นหลักใหญ่ ว่า ในการทำงานกับนักกิจกรรม ก็ควรจะใช้ “ชีวิตนักศึกษา/ชีวิตนักกิจกรรม” ของเขาเป็นแกนหลักในการทำงานพัฒนากับเขา … ทำอย่างไร ชีวิตนักศึกษาและชีวิตนักกิจกรรม ของเขาจะพัฒนาขึ้นด้วย มิใช่มุ่งแต่พัฒนา “ตัวกิจกรรม” ถ่ายเดียวและลืมตรวจสอบว่า “ตัวกิจกรรม” ส่งผล ต่อ “ชีวิตนักศึกษา” อย่างไร … ในการเทรนนิ่งก็เช่นเดียวกัน

ประการที่สองคือ เราเคยสงสัยว่า ทำไมเราจัดค่าย พยายามสร้างกลุ่ม หรือเครือข่าย แต่ทำไมมันถึงไม่เกิด ไม่โตหว่า … (อันนี้พูดถึงงานสหกรณ์ความคิดเป็นตัวอย่างนะ) .. ในขณะที่เวลามีค่ายของ idea นั้น เราจะสังเกตุเห็นความเหนียวแน่นของกลุ่มหลังค่ายได้มากกว่าโดยเปรียบเทียบ … วันนี้รู้สึกว่าจะมีความกระจ่างแจ้งในใจจากการเรียนวิชานี้ ที่ไขปริศนาดังกล่าว

เรื่องที่เรียนเป็นเรื่องเกี่ยวกับ Norms (บรรทัดฐาน) ซึ่งจริงๆแล้วก็คือ กฎกติกาไม่เป็นทางการ หรือ อาจเรียกว่าเป็นความตระหนักรู้ก็ว่าได้ เช่น พวกทำงานเรื่องสิทธิ์ ก็จะตระหนักรู้เรื่องสิทธิมาก และในกติกาของตนก็ยอ่มเน้นเรื่องสิทธิเช่นกัน… Norms บวกกับเป้าหมายร่วมกัน  (common goal) และโครงสร้าง  (structure-ตำแหน่งหน้าที่ ใครทำอะไร ใครมีตัดสินใจ ฯลฯ ในกลุ่มคนเหล่านั้น)  จะนำมาซึ่งพฤติกรรม และแนวปฏิบัติหนึ่งๆ

สิ่งที่เห็นได้ชัดจากมุมมองนี้ คือ ค่ายของ idea จริงๆแล้วคือ ค่ายพี่เป็ด ได้มีการสร้าง Norms หรือบรรทัดฐาน ขึ้นในใจของเด็กๆที่มาค่ายเสมอ เช่น เรื่องการทำความดี … เรื่องกตัญญู ฯลฯ ซึ่งในทางหนึ่ง ก็ทำให้เกิดความเป็นพวกเดียวกันสูง และพยายามหาหรืออยากร่วมกิจกรรมที่สอดคล้องกับบรรทัดฐานดังกล่าว … บรรทัดฐานดังกล่าวถูกเน้นอย่างมากในทุกๆกิจกรรม โดยเฉพาะผ่านกิจกรรมช่วงกลางคืน

ในมุมทางฝั่งกิจกรรมของเรานั้น เน้นไปในทางการทำโครงสร้าง (Structure- ใครทำอะไร ใครตัดสินใจ ฯลฯ) ให้ชัดเจนมากกว่า แต่เรามิได้มีการสร้างหรือเน้นย้ำบรรทัดฐาน (Norms) ที่สำคัญลงไปให้ชัด และที่สำคัญกว่านั้นคือ ทำยังไงกันแน่ในการย้ำบรรทัดฐานเหล่านี้ …

ซึ่ง ในท้ายที่สุด อาจเขียนเป็นสมการเล่นๆว่า กลุ่มที่เข้มแข็ง = โครงสร้างที่ชัดเจน + บรรทัดฐาน/ความเชื่อของกลุ่มที่ชัดเจนด้วย (+เป้าหมาย หากจะเป็นกลุ่มที่ทำอะไรหวังผล)
เห็นสมการนี้เลยนึกถึงตัวอย่างที่ค่อนข้างสมบูรณ์ใกล้ตัว คือ ITEM ของเรานั่นเอง โครงสร้างเราชัดพอควรเลย และเราเน้นย้ำความเชื่อ บรรทัดฐาน และเป้าหมายของเรา มากพอจนทำให้เราไม่ไขว้เขวในเป้าหมายและคุณค่าต่างๆที่เรายึดถือ

สิ่งนั้นยังขาดในงานอย่างสหกรณ์ความคิด และผมคิดว่านี่คือหลักสำคัญ สองประการในการทำงานพัฒนากิจกรรมนักศึกษาของเราครับ

Leave a Reply