Archive for the ‘in Activation’ Category

งาน NGO ระดับโลกในไทย มีแค่งานสตรีและเด็ก?

Tuesday, July 29th, 2008

โครงการที่ส่งเข้าประชันในหัวข้อ Ending Global Slavery: Everyday Heroes Leading the Way ของอโชก้า ซึ่งมีประเทศที่ร่วมส่งโครงการกว่า 48 ประเทศ 238 โครงการ ผมพยายามมองหาโครงการจากประเทศไทย ที่ไม่ติดอันดับ 50 โครงการที่น่าสนใจว่าจะส่งอะไรไปบ้าง ส่งเยอะมั้ย

ที่น่าตลกก็คือ ผมหาชื่อประเทศไทยเกือบไม่เจอ! มันไล่ๆ มาฟิลิปปินส์ แล้วกระโดดข้ามไปอเมริกาเลยครับ ฮ่าๆๆ จนต้องไล่ดูอย่างละเอียดอีกครั้งพบว่า ไทยเราส่งโครงการไปตั้ง 2 โครงการ และทั้งสองโครงการนั้นพูดเรื่องเดียวกันคือ เรื่องสตรีและเด็กครับ

โครงการแรกชื่อ Rahab Ministries ส่งเข้าประกวดจากเชียงราย รายละเอียดผมไม่ได้อ่านมากนัก แต่พูดทำนองว่าผู้หญิงกับการค้าบริการทางเพศ อีกโครงการชื่อ Help stop child prostitution จากองค์กร DEPDC ก็พูดทำนองคล้ายๆ กันครับ แต่เน้นที่เด็กผู้หญิง

ขณะเดียวกัน โครงการของหลายๆ ประเทศนั้น (ซึ่งไม่ได้ดูละเอียดอีกแล้ว เพราะเยอะจริงๆ) มีความหลากหลายทางชีวภาพมากๆ ทั้งรูปแบบการนำเสนอของโครงการที่เห็นจากจำนวนโครงการที่ส่งเข้าร่วม หรือมิติการมองปัญหาสังคมที่กว้างกว่า ใหม่กว่า และเด็ดขาดกว่า

โครงการเหล่านั้นอาจไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ถึงปัญหาที่มากมายของประเทศนั้นๆ แต่ผมกำลังมองถึงความใส่ใจต่อปัญหาของกลุ่มคนที่กำลังจะเป็นแรงผลักให้สังคมเดินไปยังทิศทางที่ควรจะเป็น เพราะท้ายที่สุดแล้ว การทำงานภาคสังคมในเชิง “รุก” จะทำให้สังคมขับเคลื่อนไปด้วยความยั่งยืน มากกว่าการขอรับความช่วยเหลือทุกเรื่องจากภาครัฐ ที่มักทำในเชิง “รับ”

เพราะจริงๆ แล้ว มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายก็อยู่ในขั้นวิกฤตจำนวนไม่น้อยเลยครับ ฮ่าๆ

Social Network แบบมีสาระ

Thursday, April 24th, 2008

ปรากฎการณ์ Facebook Fever เกิดขึ้นบนโลกอินเทอร์เน็ต พร้อมๆ กับ Hi5 Fever ในเมืองไทย เป็นผลพลอยได้ที่เด่นชัดและสำคัญในยุคของ Web 2.0 ที่ทำให้เกิด Social Network บนเว็บขึ้น ส่วนใหญ่เป็นการแอดเพื่อนที่รู้จักกัน เพื่อนของเพื่อน หนุ่มๆ สาวๆ หน้าตาดี มีชื่อเสียง ไม่ก็ตามความเคลื่อนไหวแฟนเก่า หรือจับกิ๊ก!

บางสิ่งที่ดีๆ ก็เกิดขึ้นเยอะแยะ เช่น เครือข่ายหัวกะทิ อันเกิดจากผู้ที่เคยผ่านการอบรมผู้นำนักศึกษาทั่วประเทศทั้ง 5 รุ่น ได้มารู้จักกัน และก่อร่างสร้างตัวสำหรับงานใหญ่ๆ ในวันข้างหน้า มันคือการรวมตัวของคนคิดคล้ายๆ กัน ซึ่งมันก็ดีในระดับนึง แต่ยังดีไม่พอ เพราะยังไม่เริ่มทำอะไรกันซักอย่าง

วันก่อน ผมฟัง Fat Radio ดีเจท่านหนึ่งโฆษณาเว็บ www.coolswop.com เป็นเว็บสำหรับแลกเปลี่ยนของกัน เหมือนกับการค้าสมัยก่อนที่มีข้าวไปแลกปลา แต่ในนี้เราสามารถโพสสิ่งที่ต้องการแลก และสิ่งที่ต้องการได้ให้กับผู้คนได้เข้ามาร่วมแลกด้วย รวมถึงทักษะต่างๆ ของแต่ละคน

จริงๆ แล้วก็เหมือนโปรเจคหนึ่งที่ผมเคยคิดไว้ ชื่อ “โครงการอาสามาทำ” มันเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้ทักษะของคนถูกแลกเปลี่ยนกันได้ ด้วยความต้องการของทั้งสองฝั่ง เช่น คณะวิศวะมีความเชี่ยวชาญด้านโครงสร้าง แต่ทำศิลปะไม่ได้เรื่อง ก็ได้เด็กจากคณะศิลปกรรมมาช่วย ขณะเดียวกัน ถ้าเด็กศิลปกรรมจะเวทีขนาดใหญ่สำหรับเดินแบบ เด็กวิศวะก็สามารถไปช่วยได้

ถ้าภาพขยายใหญ่ขึ้น จะรวมถึงในระดับมหาวิทยาลัย ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ อย่างน้อยเราก็ไม่ต้องจ้างใครซักคนมาทำงานให้ แต่หาคนที่เขา “อยากช่วย” โดยหวังสิ่งตอบแทนเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่เงินหรือสิ่งของอย่างเดียว

ไม่รู้ว่า Social Network แบบนี้จะเกิดได้มั้ยนะ?

ทำไมช่องทางการสื่อสารจึงสำคัญต่อจำนวนคนเข้าร่วมกิจกรรม

Wednesday, October 3rd, 2007

คิดสมการเล่นๆ มาตัวนึงครับ

สมมติว่า มีโครงการค่าย ต้องการผู้เข้าร่วมโครงการ 100 คน
การสื่อสารเพื่อให้คนในมหาลัยรับรู้ว่ามีกิจกรรมนี้เกิดขึ้น มี 3 แบบ
1. คนที่รู้ว่ากิจกรรมนี้มี มากกว่าจำนวนผู้เข้าร่วมที่ต้องการ เช่น รู้ว่ามี 500 คน
2. คนที่รู้ว่ากิจกรรมนี้มี น้อยกว่าจำนวนผู้เข้าร่วมที่ต้องการ เช่น รู้ว่ามี 50 คน
3. คนที่รู้ว่ากิจกรรมนี้มี เท่ากับจำนวนผู้เข้าร่วมที่ต้องการ เช่น รู้ว่ามี 100 คน

ข้อ 1 เกิดขึ้นได้ถ้าเราแปะโปสเตอร์หน้าอาคารเรียนรวม ข้อ 2 เกิดขึ้นได้ถ้าเราไปแปะที่หน้าโถฉี่ ข้อ 3 เกิดขึ้นได้ถ้าเราไปแปะหน้าห้องเรียนที่มีผู้เข้าเรียนร้อยคน

สมมติต่อ ว่าถ้ามีคนรับรู้ว่ากิจกรรมนั้นเกิดขึ้นเมื่อไหร่ 100 คน
จำนวนคนเข้าร่วมมาร่วมโครงการจริงๆ มีสองแบบ
1. คนที่เข้าร่วมกิจกรรม เท่ากับจำนวนผู้รับรู้ เช่น รู้ 100 คน เข้าร่วม 100 คน
2. คนที่เข้าร่วมกิจกรรม น้อยกว่าจำนวนผู้รับรู้ เช่น รู้ 100 คน เข้าร่วม 50 คน

แต่จะไม่มีทางเกิดข้อ 3 ว่า คนเข้าร่วมมีมากกว่าจำนวนผู้รับรู้ เช่น รู้ 100 คน เข้าร่วม 500 คน เพราะคนที่มาเข้าร่วมกิจกรรมได้ คือกลุ่มคนที่ต้องรับรู้ข้อมูลว่ากิจกรรมนั้นคืออะไร จัดที่ไหนอยู่ดี

งั้นถ้าเราส่งเสริมช่องทางการสื่อสารข่าวกิจกรรม ยิ่งรู้มากก็น่าจะมีคนเข้าร่วมกิจกรรมมากเท่านั้นครับ

วิพากย์รับน้อง : เมื่อขาดวุฒิภาวะ

Sunday, September 30th, 2007

เมื่อปี 48 “น้องหมู” โชคชัย รุ่งเรืองศรีศักดิ์ นิสิต มก.หนีกลับไปยิงตัวตายที่บ้านเกิดที่ จ.ชุมพร ก็ถูกสันนิษฐานกันว่าเพราะทนสภาพกดดันจากการรับน้องที่รุนแรงเกินเหตุไม่ได้ หรือเหตุการณ์ล่าสุดที่มีการให้รุ่นน้องกลิ้งตัวรอบกองไฟของไทยวิจิตรศิลป์ ยิ่งส่งผลกระทบต่อคำว่า “รับน้อง” ในสังคมไทยมากขึ้นเรื่อยๆ โดยปราศจากเสียงโต้แย้งที่ฉายภาพในด้านดีของกิจกรรมนี้จากนักศึกษาส่วนใหญ่

ผมได้มีโอกาสคุยกับทีมผู้จัดค่ายรับน้องของที่ภาควิชาผมในปีนี้ เธอบ่นให้ฟังว่าอุตส่าห์จัดในช่วงเวลาที่ทุกคนสอบเสร็จและปิดเทอม แต่คนเข้าร่วมกิจกรรมกลับน้อยเกินคาด ส่วนหนึ่งก็ไปเที่ยวกันเองบ้าง กลับบ้านที่ต่างจังหวัดบ้าง และอีกส่วนผู้ปกครองก็ไม่อยากให้เข้าร่วมกิจกรรมบ้าง จนเธอบอกว่า จะจัดรับน้องวันไหนของปีก็ยังได้ แต่คนก็ยังหาข้ออ้างไม่ให้มากันได้ทุกวัน

ปัญหาเรื่องการรับน้องกลับตกอยู่แค่เรื่องเดิมที่ไม่เคยได้รับการแก้ไขคือ คนที่ทำงานใหญ่ขนาดต้องรับผิดชอบชีวิตคน (รุ่นน้อง) กลับเป็นเพียงแค่รุ่นพี่กลุ่มเล็กๆ ที่เคยเข้าร่วมกิจกรรมนี้แค่ครั้งหรือสองครั้งเท่านั้น วุฒิภาวะในการแก้ไขปัญหาหรือตัดสินใจใดๆ ยังน้อย และเจือปนด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผลอยู่พอสมควร คำพูดหลังนี้ผมไม่ได้พูดคนเดียว แต่รุ่นน้องที่กำลังจะจบในปีนี้ก็บ่นกับผมว่า เพิ่งเข้าใจว่าไม่มีใครสนใจพี่ปีสี่ ทั้งๆ ที่เป็นคนที่มีประสบการณ์มากที่สุด ใกล้ชิดและเข้าใจนักศึกษามากที่สุด แต่กลับถูกมองข้ามมากที่สุดเหมือนกัน

เรื่องนี้จึงส่งผลถึงกิจกรรมที่ไม่ได้ถูกคิดให้ตกตะกอนมากพอ ภาพจึงเป็นเพียงแค่กิจกรรมเพื่อความสนุกสนาน เปลี่ยนที่กินเหล้าและมั่วสุมกัน กิจกรรมภายในก็กร่อยๆ เพราะหมดมุกที่จะจัดให้สนุก ทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อน รุ่นพี่ และรุ่นน้อง ระยะเวลาการจัดไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ควรจะเป็น ส่งผลถึงเรื่ิองการสิ้นเปลืองเงินที่อุตส่าห์เก็บกันมาโดยใช่เหตุ

ปัญหาอื่นๆ ยังมีอีกครับ ถ้ามีเวลาเดี๋ยวมาวิพากย์ปัญหาด้านอื่นๆ ต่อครับ

การเป็นผู้ดำเนินรายการใน 3 ชั่วโมง

Tuesday, July 24th, 2007

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 ก.ค. ที่ผ่านมาได้ไปทำหน้าที่เป็นพิธีกรในงานเสวนานักเขียนประจำเดือนของ TK Park โดยพูดคุยกับ “พี่จู๋” หรือคุณศิริพรรณ เตชจินดาวงศ์ Copywriter และมือเขียนบทภาพยนตร์ทำเงิน(น้อย) อย่างฟ้าทลายโจร หรือหมานคร ควบตำแหน่งภรรยาของผู้กำกับ (วิศิษฎ์ ศาสนเที่ยง) อีกตำแหน่ง

ความสนุกอยู่ที่ประสบการณ์ในการทำงานเป็นพิธีกรชวนคุย ซึ่งน่าจะเป็นครั้งแรกที่ได้มาทำงานเป็นทางการแบบนี้ หลังจากเป็นพิธีกรงานบันเทิงและกิจกรรมต่างๆ มาซะเยอะ และได้สบโอกาสลองเป็นผู้ดำเนินรายการ จากที่เคยเป็นแค่ผู้ฟังมาหลายหน

การทำงานคราวนี้เนื่องจากเป็นครั้งแรก จึงต้องหาข้อมูลในการเสวนามากหน่อย ทั้งในมุมของประวัติของวิทยากร การทำงานและผลงานของเขา จนไปถึงการเป็นผู้ดำเนินรายการที่ดี ถามอย่างไรถึงจะตรงใจ ชวนพูดชวนคุยอย่างไรถึงไปได้อย่างแนบเนียน

นอกเหนือจากการหาข้อมูลในเน็ตเกี่ยวกับผลงานแล้ว ยังต้องโหลด Podcast การชวนคุยสไตล์ “หนุ่มเมืองจันทร์” มาฟังอีกด้วย เลยได้ประโยชน์ทั้งเนื้อหาสาระในการพูดคุย ไปจนถึงสไตล์ในการซักถาม หรือคำพูดที่นำมาอ้างอิงเพื่อให้มีน้ำหนักและน่าเชื่อถือมากขึ้น

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่า กิจกรรมที่จัดขึ้นนั้นจะดำเนินไปได้ด้วยความเรียบร้อยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับองค์ความรู้และฐานข้อมูลที่เรามี ถ้ามีประสบการณ์เยอะก็อาจจะช่วยให้งานผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ศัพท์บอลเรียกว่า “เก๋าเกม” แต่ถ้าไม่ค่อยมี ก็ต้องพึ่งพิงประสบการณ์ของคนอื่น หรือแหล่งความรู้ที่สามารถสืบค้นได้

ในช่วงท้าย มีพี่นักข่าวจาก Nation ฝากบอกกับพี่ๆ ทีมงานผู้จัดว่า พิธีกรงานนี้ทำหน้าที่ได้ดีแล้ว มีมุกสอดไส้ไม่ให้น่าเบื่อได้ แต่ยังขาดการวางลำดับของเรื่องราวที่พูดคุยอยู่

สงสัยสิ่งที่นอกเหนือจากความรู้ที่ควรต้องมีแล้ว การเปิดใจให้กว้างที่จะรับสิ่งใหม่ๆ หรือศึกษาความเป็นไป ก็สำคัญอย่างยิ่งเช่นกัน