Archive for the ‘in Activation’ Category

กิจกรรมเพื่อตัวเองกับเพื่อสังคม…

Saturday, May 19th, 2007

ตอนอยู่มหาวิทยาลัย เพื่อนที่เข้ามาดูกระทู้นี่คงเคยทำกิจกรรมมาบ้างไม่มากก็น้อย คงได้เห็นกิจกรรมที่หลากหลายตั้งแต่ กิจกรรมสันทนาการ กิจกรรมที่เป็นทางการของมหาวิทยาลัย กิจกรรมออกค่าย กิจกรรมแข่งกีฬาและกิจกรรมอื่นๆอีกมากมาย

ซึ่งกิจกรรมเหล่านั้น ส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมที่ดูนัยแล้วเป็นกิจกรรมที่ทำเพื่อส่วนร่วม หรือกิจกรรมเพื่อสังคม แต่เมื่อเราลองมองกิจกรรมที่เป็นกิจกรรมที่ดูแล้วไม่เพื่อสังคม และเพื่อส่วนตัวเท่านั้น คนที่ทำกิจกรรมเพื่อคนอื่นคุณรู้สึกยังไงกับคนที่ทำกิจกรรมแบบนี้ ตั้งแต่ ขายของทำมือ ขายโปสการ์ด เล่นดนตรีตามที่ต่างๆหาเงิน ผมเคยมีเพื่อนที่สามารถหาเงินได้มากมายโดยการขายของตามเทศกาลของมหาวิทยาลัย และที่เขาขายได้มากที่สุดคือ เขาสามารถใช้กระแสความนิยมอะไรบางอย่าง และเขาก็ทำของบางอย่างที่ตอบสนองกระแส โดยที่คนไม่ได้มองเป็นค่านิยม และกิจการของเขาก็เป็นไปด้วยดีได้กำไรมามากมาย เขารู้จักผมดีและผมเองก็ไปช่วยเขาหลายครั้ง เขาถามผมว่าถ้าเขาอยากช่วยสบทบทุนกิจกรรมในกลุ่มผม แล้วเขาก็มอบเงินจำนวนไม่น้อยทีเดียว ผมแอบถามเขาว่าทำไมถึงอยากทำละ เขาตอบว่าใจจริงเขาก็อยากทำกิจกรรมนานแล้ว แต่เขามีปัญหาส่วนตัวต้องหาเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของตัวเองและครอบครัว ทำให้ผมคิดได้ว่าการจะทำเริ่มทำกิจกรรมปัญหาส่วนตัวก็เป็นอุปสรรคในการจะทำกิจกรรมอะไรดีๆเพื่อคนอื่นอยู่เหมือนกัน มันหักล้างกับความคิดลึกๆของผมว่าเขามักคิดถึงตัวเองและไม่สนใจเอาซะเลย

มันไม่ใช่แค่นั้นที่เป็นปัญหา บางทีหลายคนเข้าใจผิด อยากหาเงิน อยากสนุก ซึ่งจริงๆมีกิจกรรมอีกมากมายที่เขาสามารถเริ่มมันอย่างสร้างสรรได้ บางคนอยากหาเงินหันไปเล่นพนันบอล ตู้ม้า จนสร้างหนี้มากมายแทนที่จะได้เงินกลับมา และบางคนก็ร้ายแรงกว่านั้นผันตัวเองเข้าสู่โลกมืด ด้วยการเป็นคนรับแทงบอล รับขายยานรกต่างๆ เพื่อหาเงินมาใช้หนี้ที่เกิดจากการเลือกทางเดินผิดๆ กลายเป็นปัญหาสังคมอันยิ่งใหญ่ ซึ่งถ้าถามหาผู้รับผิดชอบ คงไม่ใช่แค่เขาเท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบ ผมว่าทางแก้ทางหนึ่งนอกจากการประหารชีวิต คือการมีพื้นที่สร้างสรรค์ และโอกาสที่สร้างสรรค์ ให้คนเหล่านั้นสามารถเข้าถึงทางแห่งการสร้างสรรค์ โดยที่เริ่มที่เขาสามารถลดปัญหาที่เกิดกับตัวเขาเองได้ก่อนที่เขาจะหันไปช่วยลดปัญหาสังคมหรือพัฒนาสังคม และผมว่าเราน่ามีสนับสนุนให้เขาได้แก้ปัญหาอย่างถูกวิธีและสร้างสรรโดยรวม ทั้งหมดของสิ่งแวดล้อมในตัวเด็ก

ผมอยากฝากถึงเยาวชนที่กำลังทำเพื่อตัวเองโดยไม่หันมาสนใจสังคมที่กำลังแปรเปลี่ยน และต้องการพัฒนาอย่ามากด้วยเพลงที่ผมชอบและรู้สึกมีพลังพร้อมทั้งสะดุ้งทุกครั้งที่เบื่อการทำเพื่อสังคม

เพลงเธอวันนี้

เธอคือมวลพลังผู้กล้าและแกร่ง เธอร้อนแรงดุจแสงตะวัน เธอคือแสงดาวแห่งความสุขสันต์ เธอร่าเริงและเบิกบาน หมั่นเพียรเรียนเพื่อสร้างหนทางชีวี เธอสุขศรีไม่มีทุกข์ตรม อยากมีอนาคตสดใสรื่นรมย์ เธอหวังเพียงแค่นั้นหรือ

มองดูรอบกาย (มองดูรอบกาย) มองดูสังคม(สังคมโสมม) เธอสุขอยู่ได้อย่างไรเมื่อผองชน ทนทุกข์ยากลำเค็ญ

จงเป็นดั่งดวงดาวที่พราวสว่าง นำหนทางเพื่อมวลชน เธอคือประกายไฟที่โหมกระหน่ำ ลามลุกไหม้ความทุกข์ทน

ปล.อยากให้ร้องให้ฟังบอกน่ะ

หากไม่มีเหตุการณ์เดือนตุลาฯแล้ว ธรรมศาสตร์จะเหลืออะไรไว้ให้ภูมิใจ?

Friday, May 18th, 2007

หากไม่มีเหตุการณ์เดือนตุลาฯแล้ว ธรรมศาสตร์จะเหลืออะไรไว้ให้ภูมิใจ?

นายชล บุนนาค
บัณฑิตคณะเศรษฐศาสตร์ ปีการศึกษา 2548

 น้องๆที่เพิ่งจะก้าวเข้ามาสู่รั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทุกๆคนที่ผ่านกระบวนการรับเพื่อนใหม่ของมหาวิทยาลัยหรือรับน้องของคณะต่างๆคงได้เคยดูวิดีทัศน์เหตุการณ์ 14 ตุลาคม หรือ 6 ตุลาคม มาบ้าง สำหรับแฟนพันธุ์แท้ของธรรมศาสตร์ก็คงจะรู้ซึ้งและภาคภูมิใจในเหตุการณ์ที่นักศึกษาเป็นผู้นำสังคมในการสร้างหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย

 จากเหตุการณ์นั้น เป็นเหตุให้สังคมได้เกิดความคาดหวังบางอย่างกับนักศึกษาธรรมศาสตร์ ว่าจะต้องมีความกระตือรือร้นในการร่วมแก้ปัญหาสังคม เศรษฐกิจการเมืองในทุกขณะ ควรจะต้องเห็นใจคนตกทุกข์ได้ยาก เป็นตัวแทนในการเรียกร้องผลประโยชน์ของคนที่ด้อยโอกาสหรือถูกเอารัดเอาเปรียบ ซึ่งนักศึกษารุ่นพี่ของเรา ในช่วงหลังจากปีพุทธศักราช 2523 ก็ได้แสดงพลังออกไปช่วยเหลือประชาชนผู้ทุกข์ยาก แม้กระทั่งในปี 2535 เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ นักศึกษาธรรมศาสตร์ ก็มีบทบาทในการเคลื่อนไหวครั้งนั้นเช่นเดียวกัน

 แต่จากนั้นกระแสของสังคมก็ค่อยๆเปลี่ยนไป หลังจากที่พรมแดนของข้อมูลข่าวสารได้พังทลายลงผ่านทางสิ่งที่เรียกว่า “โลกาภิวัฒน์”

 หลังจากนั้น กระแสโลกก็ทะลักเข้ามาในสังคมไทย กลบคลื่นกระแสที่สร้างสรรค์ ที่มีอยู่ในประเทศ แทนที่ด้วยแฟชั่น เทคโนโลยี ความล้ำสมัย สื่อจำนวนมากทะลักทลายเข้ามาในประเทศและในชีวิตของคนหนุ่มสาวจนบางครั้งกลายเป็นมลภาวะ  การแข่งขันในวงการธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะต้องรับมือกับคู่แข่งจากต่างชาติด้วย ทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวของคนกลุ่มนี้คลายตัวลงอันเนื่องจากเวลาที่ให้กันน้อยลง เขาเหล่านี้จึงล่องลอยไปกับกระแสของสังคม แม้คนที่มีรายได้ต่ำก็ได้รับอิทธิพลลจากกระแสเหล่านี้ด้วยเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นกับเยาวชน เช่น ยาเสพติด โสเภณี ฯลฯ

 บทบาทของนักศึกษา เยาวชน คนหนุ่มสาวเปลี่ยนจากผู้นำกระแสสังคมมาเป็นผู้บริโภค

 นักศึกษาธรรมศาสตรก็ไม่ต่างกันที่ตกอยู่ในกระแสสังคม ดังจะเห็นได้จากคนที่เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆของมหาวิทยาลัยมีแนวโน้มไปในทางสันทนาการมากขึ้น และกิจกรรมดีๆ ในเชิงวิชาการหรือทำสิ่งดีๆเพื่อคนอื่นๆก็จะลดลงเรื่อยๆ จนไม่ต่างจากมหาวิทยาลัยอื่นๆเท่าใดนัก แต่เรานักศึกษาธรรมศาสตร์ก็ยังมีความเชื่อความรู้สึกว่าเรานั้นมีความแตกต่างจากมหาวิทยาลัยอื่นๆจากความภูมิใจที่อยู่ในสถาบันที่มีความเป็นมาเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์การเมืองไทย และการต่อสู้เรียกร้องเพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน

 แต่หากลองลดความเป็นพวกไม่รู้จักจินตนาการและจินตนาการดูว่า หากไม่มีเหตุการณ์เดือนตุลาฯ มาถึงวันนี้แล้วเราจะมีอะไรไว้ให้ภาคภูมิใจ?

 คงปฏิเสธไม่ได้ว่า หากไม่มีเหตุการณ์เดือนตุลาฯก็อาจจะไม่มีเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 เพราะนักกิจกรรมในช่วงนั้นก็ได้รับการสืบทอดอุดมการณ์ทางความคิดผ่านมาจากนักกิจกรรมรุ่นเดือนตุลาฯ หรือแม้กระทั่งการตั้งศูนย์ผู้ประสบภัยสึนามิก็อาจจะไม่เกิดขึ้น เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า อาจารย์ที่ริเริ่มเป็นคนอาสาในการตั้งศูนย์ฯนั้นต่างมีความสำนึกมาแต่เดิมแล้วว่าจะต้องทำความดีช่วยเหลือประชาชน ซึ่งก็สืบเนื่องมาจากนักกิจกรรมเดือนตุลาฯ เช่นกัน

 ฉะนั้นหากปราศจากเหตุการณ์เดือนตุลาฯแล้ว ในเชิงประวัติศาสตร์ เราก็ดูจะไม่มีอะไรเอาไว้ให้ภูมิใจเหมือนในความเป็นจริง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็คงเป็นเพียงมหาวิทยาลัยธรรมดาๆที่มีความภูมิใจในประวัติศาสตร์เพียงแค่การที่มีผู้ประศาสน์การคือท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เท่านั้น หรือมีปูชนียบุคคล เช่น อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ หรือ อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เท่านั้น … และนักศึกษาอย่างเราๆก็ใช้ชีวิตล่องลอยไปตามสายลมและแสงแดด…

 ในความคิดเห็นของผม ผมคิดว่า หากเรามองย้อนไปแค่ 5 ปีที่ผ่านมา นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ดูจะไม่ได้แตกต่างอะไรกับมหาวิทยาลัยอื่นๆเท่าใดนักอยู่แล้ว เพราะโดยเปรียบเทียบแล้ว นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ไม่ได้มีความโดดเด่นในเชิงของการทำประโยชน์ใดๆให้สังคมเท่าใดนัก เมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ มันอาจจะดูดีกว่ามหาวิทยาลัยอื่นๆตรงที่เราอาจจะมีนักศึกษาที่มีความ Active มากกว่า แต่อย่างไรก็ดี ปัจจุบันก็เสมือนว่า นักศึกษาปัจจุบันก็แค่กินบุญเก่าเท่านั้น

 แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะดูสิ้นหวัง หากเราพิจารณาให้ดีแล้ว เหตุการณ์เดือนตุลาฯ มันประกอบขึ้นจากหลายส่วน ส่วนหนึ่งก็คือ สถานการณ์ทางการเมืองในช่วงนั้นซึ่งกดดันและคุกรุ่นมาหลายปีจนแทบจะระเบิด อีกส่วนหนึ่งที่เราจะปฏิเสธไม่ได้ก็คือ การใช้โอกาสขององค์กรนักศึกษาในช่วงนั้นที่จะเรียกร้องความเป็นธรรม สิทธิเสรีภาพ ให้กับประชาชน…แม้แต่ช่วงสึนามิก็เช่นกัน มันเป็นโอกาสที่ถูกสร้างขึ้นให้คนทำดี เราจะเห็นนักศึกษาจำนวนมากลงไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยจำนวนมาก…ผมคิดว่านั่นเป็นการแสดง “ความเป็นธรรมศาสตร์” ได้ชัดเจนที่สุด แม้จะไม่มีเหตุการณ์เดือนตุลาฯ เราก็ภูมิใจได้ว่า เรา หรือเพื่อนนักศึกษาเราได้ไปช่วยคนอื่น ได้ไปทำสิ่งดีๆให้อีกที่หนึ่งคลายทุกข์ลงไปบ้าง

 “ความเป็นธรรมศาสตร์” ถ้าพูดให้ง่าย ดูทำได้จริงก็คือ สำนึกของการทำสิ่งดีๆให้คนอื่น ไม่สนใจว่าจะต้องเล็ก ต้องใหญ่ ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่าทำแล้วจะเกิดประโยชน์ หรือบรรเทาให้คนอื่นๆคลายทุกข์ลงได้ ก็ตัดสินใจทำมันลงไปเลย โดยสิ่งนี้ไม่แบ่งแยกสถาบัน หากใครมีสำนึกเช่นนี้ก็สามารถพิจารณาได้ว่า คนเหล่านี้ก็มีความเป็นธรรมศาสตร์ไม่แพ้เด็กธรรมศาสตร์ หรืออาจจะมากกว่าคนที่เข้ามาเกาะธรรมศาสตร์กินเท่านั้น

 ฉะนั้น หาก “ความเป็นธรรมศาสตร์” คือการทำสิ่งดีๆให้คนอื่น แม้ไม่มีเหตุการณ์เดือนตุลาฯ ผมว่า คนธรรมศาสตร์ ก็ยังมีอะไรให้ภูมิใจ อย่างน้อยที่สุด ก็คือ ภูมิใจในตนเองที่ตนเป็นคนที่มีจิตสาธารณะ ทำสิ่งดีๆเพื่อคนอื่น มากขึ้นมาหน่อยเราก็ได้ภูมิใจว่าได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่พยายามทำสิ่งดีๆเพื่อคนอื่น

 ความภูมิใจเหล่านี้ ไม่มีใครสร้างให้ได้นอกจากตัวของเราเอง ฉะนั้น อยากให้เพื่อนใหม่ทุกคนถือว่าการเข้าธรรมศาสตร์นั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเริ่มทำความดี ทำสิ่งดีๆเพื่อคนอื่น และอย่าได้ท้อ แม้คนอื่นๆจะไม่ได้ทำอะไร ความดีก็ไม่หายไปจากเรา และหากเราทำอย่างต่อเนื่อง วันหนึ่ง ความดีที่เราทำนั้นก็จะส่งผลให้คนที่อยู่รอบๆเราทำตามไปด้วย

  …เริ่มทำดีได้แล้ว….ไม่ต้องเดี๋ยว…
 
 

อาสาพาไป(ไหน)

Thursday, May 17th, 2007

ผมเชื่อว่า “Right Man on the Right Job” เสมอครับ

เช่น เราต้องเสียเงินจำนวนมหาศาลให้คนเรียนหมอ ประเทศเราต้องการหมอเพื่อดูแลรักษาผู้ป่วยในท้องถิ่นที่ยากจะเข้าถึง แต่ทุกวันนี้ เรามีหมอที่ทำอาชีพอื่นอยู่เยอะพอสมควร คล้ายๆ กับทำงานไม่ตรงสายกับที่เรียนมา

เราอาจโทษระบบการศึกษา (อีกแล้ว) โทษค่านิยมของผู้คน (อีกแล้ว) และเราก็มีมหาลัยเอกชนมากมายที่จะตอบสนองความต้องการของผู้หิวกระหายวิชาในสาขาต่างๆ ให้ได้เรียนตามความต้องการ

วกกลับมาที่กิจกรรมอาสาสมัคร ทุกครั้งผมจะติดภาพของการที่นักศึกษาแบกอิฐถือปูนไปสร้างห้องเรียน สร้างศาลาให้ชาวบ้าน ชาวบ้านปลาบปลื้มดีใจที่อยู่ๆ มีคนนอกพื้นที่เอาของขวัญชิ้นใหญ่มาให้ และด้วยนิสัยคนไทย ไม่อยากเสียน้ำใจเขา เขามาตั้งไกล ทำอะไรก็ทำไปถ้าไม่มีใครเดือดร้อน พอจากไปสิ่งที่เห็นเป็นถาวรวัตถุ ก็ถูกแปรสภาพไปตามความต้องการของเขาจริงๆ เช่น สร้างศาลามาเป็นคอกหมู เป็นต้น 

ผมมีความคิดในกรอบว่า ชาวบ้านทำนาหลังขดหลังแข็ง เสียภาษีส่งให้ลูกหลานเรียนหนังสือมากมาย เขาคงไม่ได้อยากให้เรากลับไปสร้างอาคารเรียนให้เขาเสมอไป เพราะเราต้องใช้ “ปัญญา” ในการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนกว่าสิ่งปลูกสร้าง นั่นหมายถึง โครงสร้างทางสังคม ทางเศรษฐกิจ ทางกฎหมาย ที่มีความซับซ้อนเกินกว่าที่เขาจะเข้าใจ แต่เขาได้ซาบซึ้งเพราะได้รับผลกระทบเต็มๆ นั้น เขาต้องการลูกหลานของเขาที่ไว้ใจได้ ในการบริหารบ้านเมืองให้เป็นไปตามครรลองสมควร

ลูกหลานที่ไว้ใจได้ของเขา ก็ควรที่จะกลับมาถ่ายทอดเรื่องราวที่ยากๆ ให้กลายเป็นเรื่องง่ายๆ สะท้อนภาพต่อจิ๊กซอว์ที่ไกลไร้จุดจบ ย่อให้เหลือเพียงฉากสุดท้ายของเรื่องราวทั้งหมดอย่างกระชับ และให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชนนั้นๆ เพื่อความเข้าใจที่รวดเร็ว

ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ มันมีความหมายเท่ากับ การสร้างสังคมที่แข็งแรงและเกื้อกูลกัน เพราะผมเชื่อว่าสังคมชนบทมีความเข้มแข็งกว่าสังคมเมือง แต่สังคมเมืองนี่แหละเป็นตัวบ่อนทำลายประเทศชาติอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า การไม่มีนักศึกษารุ่นใหม่ๆ ออกค่าย หรือการเป็นอาสาสมัครลงพื้นที่พบชาวบ้านมากเท่าที่ควร ทำให้สังคมชนบทขาดแคลนหรือตกระกำลำบาก

แต่เพราะเราไม่มีนักคิด นักวิเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญและรอบรู้เฉกเช่นอาจารย์ปรีดี อาจารย์ป๋วย หรือเหล่าปราชญ์ทั้งหลายมากเพียงพอนั่นเอง

ไม่เช่นนั้นแล้ว เราหันไปโรงเรียนสอนก่อสร้าง ดีกว่ามหาวิทยาลัยที่สอนให้คนเป็น “บัณฑิต” ดีกว่ามั้ยหล่ะครับ?

นักศึกษากับกิจกรรม

Thursday, May 17th, 2007

เวลาพูดถึง “นักศึกษากับกิจกรรม” ผมอยากให้มองและชี้เฉพาะอย่างละเอียดหน่อยครับ
เพื่อให้เราได้เข้าใจได้ชัดขึ้นว่า ในความหมายของคำๆ นั้น มันแฝงความหมายอะไรบ้าง

  1. นักศึกษา กับ กิจกรรม - หมายถึงนักศึกษาอยู่ฝากตรงข้ามของกิจกรรม ซึ่งยังไม่มีกระบวนการใดๆ ที่จะทำให้ทั้งสองฝั่งได้มาเจอกันอย่างจริงจังเสียที!
  2. นักศึกษาที่อยู่ฝั่งกิจกรรม - ส่วนใหญ่แล้วนักศึกษาที่มีความสนใจในเรื่องการทำกิจกรรม จะเป็นฝ่ายเดินข้ามฝั่งเข้าหากิจกรรมเอง ซึ่งเราเคยอุปโลกตัวเลขกันไว้ว่า มันไม่มีถึง 10% ของจำนวนนักศึกษาในอุดมศึกษาทั้งระบบ กิจกรรมที่เกิดจากข้อ (2) เช่น องค์การนิสิต สภา ชมรม
  3. กิจกรรมที่เข้าหานักศึกษา - เรามักจะมองว่าเป็นกิจกรรมภาคบังคับ ยังงัยเสียนักศึกษาจะต้องโดนเข้า ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม เช่น งานรับน้อง งานไหว้ครู แต๊งพี่ บายเนียร์

ประเด็นทั้งสามข้อนี้ น่าสนใจก็คือ ข้อ (2) และ (3) ต่างมีการพัฒนารูปแบบและวิธีการจัดกิจกรรมได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการจัดการเรื่องคน เรื่องความรู้สึก เรื่องงบ ทำให้ทั้งสองข้อนี้ดูจะไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่ หากเทียบกับความว่างเปล่าในข้อ (1) ซึ่งแทบไม่มีการประชาสัมพันธ์ การบอกกล่าวในชั้นเรียน การปลูกฝังค่านิยมใดๆ ที่ให้คนรุ่นใหม่ใส่ใจกิจกรรม ทั้งสาระ บันเทิง อาสา สิ่งแวดล้อม และอื่นๆ

ถ้าผู้ใหญ่ยังเข้าใจอะไรกันอยู่ผิดๆ ที่ว่าการเรียนดี มีอนาคต จบไปแล้วมีงานทำ ร่ำรวย วงศ์ตระกูลมีชื่อเสียง จะกลับมาเลี้ยงดูในยามแก่เฒ่า ผมขอให้ท่านทั้งหลายเข้าใจใหม่เสียว่า จำนวนนักศึกษาที่เก่งกาจเรื่องวิชาการและเข้าสู่สังคมได้อย่างเต็มภาคภูมินั้น เป็นเปอร์เซนต์ที่น้อยกว่าจำนวนนักศึกษาที่ทำกิจกรรมที่เข้าสู่สังคมเสียอีก

และนักศึกษาที่ทำกิจกรรม บวกกับนักศึกษาที่เก่งทางด้านวิชาการ กลายเป็นเพียงฝุ่นผงของจำนวนนักศึกษาทั้งระบบที่จบออกมาในแต่ละปี แน่นอนว่าในอนาคต กลุ่มคนที่มีความรู้และประสบการณ์จะมีเพียงหยิบมือ จะต้องมาปกครองประชากรจำนวนมากที่ด้อยคุณภาพ ส่งผลถึงช่องว่างในการได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกัน (ในสมมติฐานว่า โปรยของมาให้ในจำนวนที่จำกัด ใครมีทักษะหยิบคว้าที่ดี จะได้รับของชิ้นนั้นก่อนผู้ที่มีทักษะด้อยกว่า)

แกะขาว แกะดำ

Wednesday, May 16th, 2007

                ลองจินตนาการดูว่า คุณเป็นแกะน้อยสีน้ำตาล ที่อาศัยอยู่ในชุมชนแกะ เท่าที่เห็นในบ้านคุณก็เห็นแต่แกะสีขาวรอบๆตัวคุณไปหมด ตั้งแต่เล็กๆ ปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอาของคุณก็เป็นแกะสีขาว ทุกๆตัวเป็นแกะสีขาว คุณก็คงรู้สึกแปลกใจ และคงถามว่าทำไมเราถึงเป็นสีน้ำตาลอยู่หนา
                เมื่อคุณถามแม่แกะ แม่แกะก็บอกว่า ไม่เป็นไรลูก เดี๋ยวอีกหน่อยลูกก็จะได้เป็นแกะสีขาวแล้ว จะได้มีขนเอาไว้ขายแลกกับหญ้าเอาไว้กินกันอย่างไรล่ะ
 

                เวลาผ่านไปจนกระทั่งคุณเริ่มที่จะอยู่คนเดียว ดูแลตัวเองได้แล้ว แม่แกะก็ส่งคุณเข้าโรงเรียนแกะ
                ในระหว่างที่คุณเดินเข้าโรงเรียน คุณก็เห็นลูกแกะตัวอื่นๆอีกมากมายหลายสีเลย ที่เดินจูงมือมากับพ่อแกะ แม่แกะสีขาว คุณก็คงคิดในใจว่า โห อีกหน่อยเราคงจะได้โตเป็น ผู้ใหญ่ ที่มีสีขาวอย่างนั้นบ้างเนอะ ลูกแกะคิดอยู่ในใจ พร้อมกับอมยิ้ม
                ในกระบวนการเรียนการสอนของโรงเรียนแกะ มีกระบวนการเดียวก็คือ ยืนอยู่บนสายพานที่ทอดมาจากหน้าโรงเรียน ผ่านกระบวนการ ยัดเยียด สีขาว พ่นใส่ หลายๆครั้ง โดยที่แกะน้อยอย่างคุณก็ได้แค่นั่งๆนอนๆบนสายพานไปเฉยๆ และตัวก็เป็นสีขาวจากการที่ถูกพ่นสีใส่หลายๆครั้ง นึกๆดูคงเหมือนเวลาเอารถไปทำสี บางจุดที่สีตก เขาก็จะพ่นใส่ซ้ำและใช้สารอะไรบางอย่างมาทาเคลือบไว้
                เมื่อตอนเย็นเสร็จจากโรงเรียน คุณก็มักอยากจะสะบัดเอาสีขาวออกจากตัว และแอบไปเล่นซุกซนกับเพื่อนเสมอ แล้วก็กลับเข้าโรงเรียนด้วยสีน้ำตาลของตัวเอง ซึ่งคุณครูก็มักจะว่าอยู่เสมอว่า ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วเมื่อไหร่จะเป็น ผู้ใหญ่ ล่ะ คุณเลยเข้าใจว่า เราต้องรักษาสีขาวเอาไว้ให้ได้เราจะได้โตเป็นผู้ใหญ่
 

                นานเข้า นานเข้า แกะน้อยอย่างคุณก็มีสีน้ำตาลที่จากลง กระเดียดไปทางสีขาว ในขณะที่มีแกะบางตัวเริ่มกลายเป็นสีคล้ำลง บางตัวกลายเป็นสีดำ
 

                แกะสีดำ มีอยู่สองแบบ แบบหนึ่งคือ แกะสีดำที่แข็งแรง ปกติดี แต่คุณครูมักจะยกอุปโลกให้เป็นหัวหน้าคุณซะอยู่เรื่อยเลย คุณมักเห็นสีดำอย่างนี้ในโทรทัศน์เวลาคุณพ่อแกะดูการถ่ายทอดสดการปราศรัยจากรัฐแกะสภา                อีกแบบหนึ่งคือ แกะสีดำที่อ่อนแอ ขี้โรค ซึ่งคุณครูแกะดูเหมือนจะอยากขับออกไปจากโรงเรียนเสียเหลือเกิน คุณพ่อ คุณแม่ของเขาก็คอยเอาแต่ด่าว่า ว่าทำไม่ไม่ตั้งใจเรียน ให้ตัวเองเป็นแกะสีขาว โตขึ้นจะได้มีอะไรกิน
                คุณสังเกตได้ว่า ยิ่งคุณครู ยิ่งพ่อแม่ ว่าเขาเท่าไหร่ เขายิ่งดำคล้ำ หมอง มากขึ้นทุกวัน ผอมก็ผอม จนคุณนึกไม่ออกเลยว่า เขาจะโตขึ้นเป็น ผู้ใหญ่ ที่ดีได้ยังไง เค้าจะเป็นผู้ใหญ่หรือเปล่าก็ไม่รู้ จะหาเลี้ยงชีพอย่างไรก็ไม่รู้
 

                คุณเริ่มตั้งคำถามว่า อีแกะดำ มันเป็นใคร ทำไมมันเป็นสีดำ แล้วทำไมสีดำต้องได้เป็นหัวหน้าด้วย ขณะเดียวกันก็คิดว่า แล้วแกะสีดำที่ดูป่วยๆนั่นทำไมทุกคนต้องคอยด่าว่าเขาด้วย ทำไมเราต้องเป็นแกะสีขาวตลอดด้วย
                คุณเคยคุยเรื่องนี้กับเพื่อนๆแกะเหมือนกัน แต่เพื่อนๆแกะก็มักจะให้ความเห็นว่า ก็ดีแล้วนี่ ที่อีแกะดำมันเป็นหัวหน้า เราก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก อยู่ไปวันๆหาเรื่องสนุกๆ วิ่งเล่นในทุกหญ้าดีกว่า ส่วนอีพวกขี้โรคนั่นก็ควรจะไปไกลๆอยู่แล้ว อยู่ไปก็เสียชื่อโรงเรียนเปล่า โดนไล่ออกไปได้ซะก็ดี    
 

                ด้วยความสงสัยว่า เป็นแกะดำแล้วมันแตกต่างอย่างไร คุณจึงพยายามที่จะเข้าไปพูดคุยคลุกคลีกับอีแกะดำผู้นำจ๋า เพียงแต่ เขากลับยุ่งวุ่นวายชีวิตมากเสียจนไม่มีเวลาที่จะพูดคุยอะไรกับคุณได้เลย เขาทำโน่นทำนี่มากเสียจนเขารู้แต่ว่าเขาเป็นแกะดำ คนอื่นเป็นแกะขาว แกะดำอย่างเขาเป็นฮีโร่ โรงเรียน หรือสังคมจะอยู่ไม่ได้เลยถ้าไม่มีแกะดำอย่างเขา
                จริงๆแล้วคุณก็แอบชื่นชม แกะดำผู้นำจ๋าอยู่เหมือนกัน เพราะตระหนักได้ว่า สิ่งที่เขาทำก็เพื่อชุมชนแกะของเรา อย่างน้อยก็ในโรงเรียน ซึ่งสำหรับคุณ คุณรู้สึกว่า นั่นคือการทำดี เพราะเป็นการทำประโยชน์ให้คนอื่น โดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน…..แล้วแกะขาวอย่างเราจะทำความดีอย่างนั้นได้ยังไงหว่า มันดูไม่มีหนทางเอาเสียเลย คุณครูก็มักแต่จะเลือกแกะดำไปทำโน่นทำนี่อยู่เรื่อยเลย
……………คุณได้แต่เก็บคำถามนั้นเอาไว้ในใจ……………….
 

                อยู่มาวันหนึ่ง คุณนั่งดูโทรทัศน์อยู่กับบ้าน เปิดไปเจอรายการ กงเกวียน ชีวิต ก็ได้ไปเห็นแกะอีกมากมายเลย ที่เป็นสีดำบ้าง สีเทาบ้าง แต่ล้วนขี้โรค และพิการไม่สามารถใช้ขนแลกหญ้ามากินได้ ในขณะนั้นเอง นักข่าวแกะขาว ก็ได้สัมภาษณ์คนที่ได้ช่วยเหลือ ซึ่งแปลกมาก ที่เขาเป็นแกะขาว แต่เป็นแกะสีขาวอมชมพู ดูน่ารักทีเดียว
                คุณเริ่มสงสัยในเรื่องสีของแกะในโทรทัศน์มากขึ้น คุณเปิดไปดูช่องกีฬา คุณก็เห็นข่าวของแกะชื่อ ยางพารา ณ ที่ดอน นักเทนนิสแกะชื่อดัง ถ้าคุณดูดีๆ เขาจะมีสีน้ำเงินอ่อนอยู่ข้างใน เป็น้ำเงินที่สดใสมากทีเดียว             
 

                ทำไมเป็นอย่างนั้นหว่า เมื่อก่อนเราไม่เคยสังเกตเลยแฮะ      คุณคิด
 

                คุณเปิดกลับไปดู กงเกวียนชีวิต อีกครั้ง คุณก็เห็นว่าแกะขาวอมชมพู มีวิธีการอะไรบางอย่างทำให้แกะที่เป็นสีเทา สีดำ กลายเป็นสีขาวขึ้นอีกครั้ง และแกะบางตัวยัง กลายเป็นมีสีอื่นนอกจากสีขาวเสียอีก เข้มขึ้นเรื่อยๆ และดูสดใสอีกด้วย นอกจากนี้ ในภาพข่าวยังเห็นด้วยว่าแกะที่ไม่ใช่สีขาว แต่มีสีเฉพาะตนเข้มๆยังทำประโยชน์ต่างๆให้ชุมชนชาวแกะที่เขาอยู่ได้อีกด้วย
 

                คุณนึกถึงตอนเด็กๆที่คุณเคยมีสีน้ำตาล ….
 

                คุณถามคุณพ่อคุณแม่เกี่ยวกับเรื่องนี้                คุณพ่อคุณแม่คุณไม่สนับสนุนเรื่องนี้เท่าไหร่นัก และก็บอกว่า ถ้าขนเราไม่ใช่สีขาว และเราจะเอาขนไปแลกหญ้าไหนกินละลูก 
                แต่คุณก็ยังอยากรู้อยู่ดี และอยากหาทางทำสิ่งดีๆให้กับคนใกล้ๆตัวเหมือนกัน
 

…….คุณจึงตัดสินใจที่จะเดินทางไปหาแกะขาวอมชมพู…….
 

                ณ ที่นั้น คุณได้เรียนรู้ว่า สิ่งที่แกะขาวอมชมพูทำกับ แกะดำขี้โรคนั้นก็คือ โกนขนสีดำของเขาออกทั้งหมด ถักทอเอาไว้ และแขวนเก็บไว้ และเอาขนของตนเองนั้นทักทอเป็นผ้า ให้แกะโล้นเหล่านั้นห่มเพื่อกันความหนาว จนกระทั่ง….. แกะเหล่านั้นขนกลับงอกขึ้นมา เป็นสีที่เคยเป็นมาตอนสมัยเด็กๆนั้น และแกะขาวอมชมพูก็มักชวนแกะเหล่านั้นไปทำสิ่งดีๆให้กับชุมชนชาวแกะอยู่เสมอ แต่โดยมากก็คือ จะให้แกะเหล่านั้นกลับมาช่วยเพื่อนผองแกะดำขี้โรคคนอื่นๆ ด้วยการโกนขนของตนเองทักทอเป็นผ้า ห่มให้แกะโล้นเหล่านั้น          ยิ่งแกะเหล่านั้นโกนขนของตน สีของตัวเองก็เข้ม และสดใสขึ้นเป็นลำดับ
 

                คุณได้อาสาเข้าไปช่วยแกะขาวอมชมพูเช่นกัน และทุกครั้งที่คุณโกนขน และทักทอผ้าห่มให้แก่แกะขี้โรคเหล่านั้น สีของขนของคุณก็เริ่มกลับมาเป็นสีน้ำตาล แต่จะเป็นสีน้ำตาลอ่อนที่สดใส เหมือนกับสีขาวและสีน้ำตาลผสมกัน และเป็นคนที่คุณภาพดี ให้ความอบอุ่นได้มาก
               
                บัดนั้นคุณก็ตระหนักได้ว่า แม้คุณจะเป็นแกะสีน้ำตาล ไม่ใช่แกะสีดำ แต่อย่างน้อยที่สุด คุณก็สามารถทำสิ่งดีๆ ได้ด้วยการช่วยโกนขนที่ทำให้เพื่อนแกะของคุณป่วย และถักทอขนของตนเอง ห่มให้ความอบอุ่นกับเพื่อน หรือคนใกล้ตัวได้เสมอ……
 

                …..เมื่อคุณกลับไปที่โรงเรียนของคุณ คุณกลับไปด้วย สีน้ำตาลสว่าง ขนเป็นเงางามสะดุดตาแกะหลายตัว โดยเฉพาะคุณครูของคุณ คุณเล่าสิ่งที่คุณเผชิญมาให้คุณฟัง และคุณก็เสนอให้โรงเรียนช่วยเหลือเพื่อนแกะสีดำขี้โรคด้วยวิธีการต่างๆ ดังที่คุณได้ประสบมา……
 

                บัดนั้น คุณก็เลือกรวมทีมจากเพื่อนแกะขาวๆ ของคุณนั่นล่ะ และมานั่งพูดคุยคิดวางแผนกัน เป็นธรรมดา เหมือนเวลาที่คุณเป็นคน เวลาคิดมากๆ บางทีผมก็จะร่วง แต่พวกแกะนี่ยิ่งแล้วใหญ่เลย ยิ่งคิด ขนก็ยิ่งร่วง บางทีแกะในทีมก็แอบเหนียมอายที่ ขนตัวเองเริ่มบาง เมื่อเทียบกับเพื่อนๆ แต่ในเวลาไม่นาน ขนสีที่สว่างสดใสกว่าเดิม ตามสีที่ตนเป็นแต่เด็กก็ค่อยๆงอกขึ้นมา
 

                 ผ่านไปช่วงเวลาหนึ่ง ในโรงเรียนมีแกะสีสดใสมากขึ้น แกะสีสดใส หลายตัวเริ่มเข้าไปช่วย แกะดำผู้นำจ๋า ทำโน่นทำนี่ อีกหลายตัวไปทำสิ่งอื่นๆที่ตัวเองถนัด ยิ่งทำมาก สีของตัวเองก็ยิ่งสดใส ขนก็ยิ่งเป็นเงางาม ….
 

                เมื่อคุณจบจากโรงเรียนแกะ คุณพบว่า คุณและเพื่อนๆหลายๆสี รวมทั้งสีดำ เป็นที่ต้องการตัวมากกว่าแกะตัวอื่น แน่นอนว่า มากกว่าแกะขาว และขนของคุณทำให้คุณได้หญ้ามากินมากกว่าคนอื่นอีกด้วย ….. แต่คุณก็ไม่ลืมที่จะโกนขนให้กับแกะตัวอื่นที่ต้องการความอบอุ่นหลังจากโกนขนสีดำที่อาจขึ้นมามากน้อยต่างกัน เพราะคุณรู้ว่า นอกจากจะทำให้แกะตัวอื่นกลับมามีสีสดใสเหมือนเดิมแล้ว คุณเองก็มีความสดใสยิ่งขึ้นไปอีกด้วย
 

                แม้ว่าเพื่อนของคุณบางคนอาจจะลืมจุดนี้ไปและขนค่อยๆซีดลง บางคนกลับไปเป็นสีขาวเหมือนเดิมเลยก็ตาม …..
 

 

                ฉะนั้น อย่าลืมที่จะโกนขนของตัวเอง เพื่อถักทอเป็นเสื้อผ้าห่มให้ความอบอุ่นกับแกะขี้โรคที่ต้องโกนขนตัวเองทิ้งอยู่เสมอ และอย่าลืมชวนเพื่อนๆของคุณมาทำด้วยกัน
 

                ท้ายที่สุดแล้วโลกนี้ไม่สามารถสวยงามได้ ด้วยสีเพียงแค่ขาวกับดำ และเพียงสีขาวกับดำ ก็ไม่สามารถทำให้โลกเป็นโลกที่เป็นธรรมชาติได้ เพราะโลกนี้มีหลากสีสัน โลกนี้ตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ของสิ่งที่หลากหลาย……หากปราศจากความหลากหลาย โลกจะเป็นโลกที่ปกติไม่ได้   และหากสีที่หลากหลายอยู่ผิดที่บนภาพ ภาพก็อาจจะไม่สวยนัก แต่เมื่อใดที่สีแต่ละสีอยู่บนภาพอย่างถูกตำแหน่ง ไม่ข่มกัน แต่เสริมกันแล้ว ภาพนั้นก็จะสวยงามได้ ไม่ต่างอะไรกับโลกที่สิ่งที่หลากหลายมีความสัมพันธ์กันอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
 

                ……. แล้วคุณล่ะ รู้สีของตัวเองหรือยัง              รู้จุดที่ตัวเองจะยืนบนสังคมนี้เพื่อร่วมกันสร้างภาพสังคมที่สวยงามหรือยัง………….