Archive for the ‘Knowledge and Tools’ Category

เทคนิคการเป็น Facilitator และ note taker ที่ดี

Friday, September 7th, 2007

ตอนแรกกะจะตั้งชื่อว่า “ขั้นตอนการเป็น Facilitator และ note taker ที่ดี” แต่จริงๆแล้วมันคงไม่มีขั้นตอนหรือวิธีการ อย่างจริงแท้แน่นอน เลยทำให้ขอตั้งหัวข้อเป็นดังนี้ คือมันเป็นเพียงแค่เทคนิค หรือ เครื่องมือบางอย่าง ที่น่าจะช่วยเหลือเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่กำลังจะมีโอกาส หรือ เคยมีโอกาส และกำลังจะมีโอกาสต่อๆไป (งงมั๊ยครับ คนพิมพ์ยัง งง) โดยพ่อแม่พี่น้องอาจจะเข้ามา ให้เทคนิค หรือเครื่องมือบางอย่างเพิ่มเติม เพื่อที่ทุกๆคนจะได้พัฒนาและเรียนรู้กันต่อไปนะครับ

เผอิญมีโอกาสดี ได้รับโอกาสจากพี่ๆทีมงานส่วนกลาง “พันทาง” ให้ได้ทดลองวิชา Facilitator และ Note Taker ที่ได้ศึกษามานานเนิ่นแล้ว แต่ยังไม่มีเวทีให้ลองเชิงชกของตัวเองสักที จนสบโอกาสใน “ค่ายพัฒนาโครงการเยาวชนพันทาง ในปีที่ 2″ ที่แสนปาล์ม ซึ่งได้รับหน้าที่เป็น note taker ในวงสนทนากลุ่มย่อยในช่วงแรก โดยมี Facilitator เป็น พี่ต้าร์ แต่หลังๆพี่ต้าร์ชักมันส์ เลยโดนตำแหน่ง Facilitator มาให้ด้วย แล้วกระโดดลงไปแจมวงคุยกับเค้าด้วย เลยมีโอกาสดี ได้ลองมันทั้งสองอย่างเลย เลยจะลองมาสรุปให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ดูว่า มีอะไรที่เป็นจุดน่าสนใจ ในการเป็น ทั้งสองอย่างนี้บ้าง

Facilitator (ผู้นำวงคุย หรือ ผู้ควบคุมการพุดคุย)
หัวข้อนี้เคยเรียนรู้กับพี่โน๊ต Black Box ในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งเรียนรู้มานานแล้ว แต่ไม่ค่อยได้ใช้ รวมไปถึงมีโอกาสได้อ่านหนังสือ “ฟัง คิด อ่าน เขียน” ของสำนักพิมพ์บิสคิต (หน้าปกสีน้ำเงิน มีรูปลิงน่ารักๆอยู่ 4 ภาพ) ซึ่งได้เรียนรู้เทคนิคการ “ฟัง” ที่ดีมา โดยทั้งสองสิ่งสามารถกลั่นกรองมาเป็นเทคนิค หรือ จุดน่าสนใจ ดังนี้

  • ต้องรู้โจทย์และคำตอบที่อยากได้ที่แน่นอนในการคุย
  • พูดวัตถุประสงค์และรูปแบบการคุย ตั้งแต่ อนการเริ่มต้นการพูดคุย เพื่อเป็นเหมือนกรอบกติกาในการรับฟังกันและกัน
  • “ฟัง”ให้เข้าใจ และพูดทบทวนในภาษาของเราเอง หรือที่ภาษาบ้านนอกเค้าเรียกกันว่า paraphase
  • facilitator ต้องอยากรู้เรื่องนั้นๆจริงๆเสียก่อน ถึงจะสามารถที่จะจับประเด็นได้ (หรืออาจทำการบ้านไปก่อนเล็กน้อย) แต่ต้องไม่รู้อะไรไปก่อนการพูดคุย (งงมั๊ยครับ? คือหมายถึง รู้คร่าวๆว่าเรื่องที่คุยคือเรื่องอะไร แต่ไม่ต้องรู้ไปซะหมด เพราะอาจจะทำให้เรามีทัศนคติที่ไม่ดี ต่อบางสิ่งบางอย่างที่เค้าจะพูดก็ได้)
  • ต้องฟังแบบไม่ด่วนสรุป ฟังแบบไม่มีอคติ ฟังแบบเป็นกลาง คอยกระตุ้นการเล่าเรื่องของคนในวงตลอดเวลา
  • ไม่พูดแทรก พูดขัดจังหวะ หรือตัดบทของผู้ที่กำลังพูดอยู่ อย่างไม่มีกาลเทศะ แต่ควรจะจับจังหวะให้ดีๆ แล้วรวบประเด็นที่เขาพูดให้ได้ด้วย เพื่อเป็นการแกมบังคับให้เค้าหยุดพูด เพราะถือว่า เราฟังเข้าใจแล้ว

อะไรประมาณนี้ครับ หลักๆของการเป็น Facilitator จะอยู่ที่ “การฟัง” และ “การตั้งคำถาม” ซึ่งถ้าเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ สามารถพัฒนาทั้ง 2 ทักษะนี้ และนำไปใช้ได้เป็นอย่างดี ก็น่าจะไม่ยากเกินไปกับการควบคุมวงพูดคุย ให้ได้ในสิ่งที่เราต้องการออกมาอย่างเต็มที่ ส่วนที่เหลือก็คงเป็นประสบการณ์ในการแก้ไสถานการณ์เฉพาะหน้ามากกว่าครับ

Note Taker (คุณลิขิต หรือ ผู้จดบันทึกในวงคุย)
การเป็น note taker ในวงคุย เป็นอะไรที่ท้าทายสำหรับแก๊ปมากๆ เพราะจดการประชุมด้วยตัวเองน้อยมากกก แล้วก็เป็นคนไม่ชอบจด ไม่ชอบ take note มาแต่ไหนแต่ไร แต่เมื่อได้ลงทะเบียนวิชา “MM101การบันทึกด้วยแผนที่ความคิดเบื้องต้น” จนเข้าใจ จากท่านอาจารย์ ชล แล้ว จึงมีความกระสันอยากในการลงมือปฏิบัติจริงเป็นอย่างยิ่ง พอสบโอกาสก็เลยขอพี่มะเดี่ยว ในที่ประชุม ขอเป็น 1 ใน Note Taker จึงได้ออกมาเป็นเทคนิคหรือ จุดน่าสนใจ ดังนี้

  • ไม่ต้องจดทุกคำพูดที่คนพูดออกมา แต่ฟังให้เข้าใจ แล้วจดในสิ่งที่เราเข้าใจ ประเด็นไหนที่สงสัย หรือ น่าสนใจ ให้วงกลม หรือ ทำเครื่องหมายเอาไว้ให้ชัดเจน แล้วส่งให้ Facilitator ดู เพื่อสอบถามเพิ่มเติม
  • อาจจะเลือกที่จะสอบถามเอาเองก็ได้ แต่ต้องขอ Facilitator ก่อน
  • จดเป็น Mind Map เพื่อ ความเข้าใจง่าย และ เป็นลำดับความคิด
  • แยกประเด็นให้ชัดเจนก่อนการบันทึกลงใน Mind Map
  • อาจใช้การวาดเป็นรูปเพื่ออธิบายได้ง่ายขึ้น

เท่าที่พอจะสรุปได้คร่าวๆ ก็มีเท่านี้ครับ ใครที่มีเทคนิคหรือ จุดน่าสนใจอื่นๆ ก็ลองใส่มาเป็น comment นะครับ เพื่อการพัฒนาให้เป็นเครื่องมือที่สามารถใช้งานได้จริงต่อไปในอนาคตครับ

 

ประชุมกันคราวละ 4 ชั่วโมงเลยรึ?

Thursday, August 23rd, 2007

เคยสังเกตกันบ้างหรือเปล่าว่าเราใช้เวลาประชุมงานทุกสัปดาห์นานมาก ประหนึ่งว่าไม่เคยพบปะพูดคุยกันเลย นอกจากข้อดีที่ว่าได้คุยกันนานๆ รู้รายละเอียดงานของแต่ละคน ซึ่งบางครั้งอาจจะมากเกินไปด้วยซ้ำ ในเรื่องอื่นก็ยังไม่เห็นว่ามันจะดีตรงไหนเลยในการคุยกันยาวๆ

ส่วนข้อเสียคือสมาธิกระเจิง ทั้งคอมเอย หนังสือเอย โทรศัพท์เอย และเวลาที่ผ่านไปนานจนต้องมาครุ่นคิดว่ารถเมล์จะหมดจนกลับบ้านลำบาก ล้วนแล้วแต่ดึงความสนใจจากประเด็นที่ควรต้องให้ความสำคัญทั้งนั้น ทำให้เป็นปัจจัยหนึ่งที่งานไม่คืบหน้าเท่าที่ควร

วิธีการแก้ไขแบบอิงวัฒนธรรมองค์กรด้วยแล้ว ไม่ต้องถึงกับปิดโทรศัพท์หรือปิดคอมเพื่อประชุม แต่ควรจะรู้ได้เองว่าช่วงไหนควรปิดเพื่อระดมความคิดกันก่อน ช่วยไหนแค่ฟังเรื่องอัพเดทเฉยๆ ก็เล่นไปเหอะ แก้เบื่อแก้เซ็งกันไป

สัดส่วนเนื้อหาในการประชุมส่วนใหญ่จะหมดไปกับการอัพเดทงานมากกว่า ถ้ามาดูการประชุมในแต่ละสัปดาห์จะเห็นว่าการอัพเดทงานที่ตนเองรับผิดชอบนั้น เป็นเพียงแค่ประโยคบอกเล่าธรรมดา ไม่ได้สร้างคุณค่าอะไร วันนี้ถึงได้ย้อนถามกลับไปว่า หน้าที่ของแต่ละคนกับงานนั้นๆ ส่งผลอะไรต่อองค์กรบ้าง แล้วเราก็ควรเอาเรื่องที่มีผลกระทบต่อองค์กร มาเล่าให้ทุกคนฟังมากกว่า เช่น ทำงานนั้นแล้วได้อะไรกลับมา ประเด็นไหนน่าสนใจที่เราควรหยิบมาดำเนินการต่อ หรือ connection ใหม่ๆ ที่ได้จากการทำงานกับคนภายนอก

และควรส่งเสริมให้มีการพูดคุยกันก่อนการประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมด้วย อาจไม่ต้องถึงกับพิมพ์เป็นเอกสารแจกก็ได้ (เพราะเปลือง) เช่น ถ้าจะพูดถึงค่าตอบแทนอาสาสมัคร ก็ควรพูดกันนอกรอบก่อน ไม่ต้องรอให้ครบองค์ประชุมก็ได้ แต่นั่นต้องหมายถึงว่า การพูดคุยนอกรอบต้องมีข้อสรุปอย่างชัดเจน และสามารถอธิบายใหม่ได้โดยเนื้อหาไม่เพี้ยนไปจากเดิมนะ เพราะถ้าเรารอให้มากันครบองค์ กว่าจะเริ่มคุยก็นานแล้ว

เรื่องสุดท้าย ทุกคนควรทำการบ้านในเนื้อหาที่รับผิดชอบบ้าง เช่น เรื่องของการดูแลจัดการเครือข่าย การทำการบ้านอาจไม่ใช่หาหนังสือที่เกี่ยวข้องอ่านอย่างเดียว แต่หมายถึงการครุ่นคิดให้รอบด้านโดยยึดเอาประสบการณ์ตรงของเรามาช่วยเสริมก็ได้ เพราะเราต้องทำงานอย่างรู้ใจกับนักศึกษา ดังนั้นทฤษฎีหรูๆ แบบนักธุรกิจอาจใช้ไม่ได้ผลกับกลุ่มเป้าหมายของเราก็ได้ เราจะต้องประยุกต์เอาหลักการเหล่านั้นมาปรับใช้กับสถานการณ์จริง ใช้การวิเคราะห์และสังเคราะห์มันออกมา ซึ่งเข้าใจว่าต้องใช้สมาธิค่อนข้างสูง และมันก็คงจะคิดไม่ออกตอนประชุมแน่ๆ

เหล่านี้อาจช่วยให้การประชุมเราใช้เวลาน้อยลงกันได้บ้าง

การสัมภาษณ์ผู้คนเพื่อลงสื่อต่างๆ

Friday, July 27th, 2007

พอดีช่วงนี้ น้องฝ้ายกำลังช่วย YV ทำจดหมายข่าวของ YV ซึ่งน้องฝ้ายเองต้องสัมภาษณ์ผู้ที่เคยเข้าร่วมกิจกรรมของ YV หลายคน เพือตอบคำถามหลายๆอย่างที่ yv สงสัย เช่น รับข่าวจากไหน ทำไมสนใจ ประทับใจอะไร้บาง เป็นต้น

ในการเตรียมการน้องฝ้ายได้นัดหมายผู้สัมภาษณ์ไปที่ร้านที่สบายๆ ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายพอควร

ก่อนสัมภาษณ์น้องฝ้ายได้ลิสต์คำถามทั้งหมดที่ต้องการถามเอาไว้ เพื่อเตรียมที่จะถามผู้สัมภาษณ์ แต่น้องฝ้ายก็มีความกังวลว่าจะสัมภาษณ์ดีหรือไม่อย่างไร น่าสนใจหรือไม่ เค้าจะกล้าพูดกล้าคุยหรือไม่ …

ในวันจริงๆ มีพี่ชล และน้องติ ไปร่วมสัมภาษณ์ด้วย น้องฝ้ายทำการสัมภาษณ์ได้ดี จะติดปัญหาตรงที่การถามอาจจะขาดช่วงขาดตอนไปบ้าง เพราะว่า อาจจะนึกคำถามไม่ออก และคำถามหมดในบางครั้ง  ก็มีพี่ชลกับน้องติ เป็นโฆษณาคั่นเวลาให้ ทำให้การพูดคุยผ่านไปได้อย่างราบรื่น 

วันนี้น้องฝ้ายต้องไปสัมภาษณ์อีกครั้งก็มีความกังวลอีกครั้งเนื่องจากพี่ชลและน้องติไม่ได้ไปด้วย คือ ฉายเดี่ยว 

พี่ชลจึงได้ให้หลักคิดน้องฝ้ายไปดังนี้ว่า

เวลาสัมภาษณ์คนอื่น อย่าไปกังวลเกี่ยวกับคำถาม เทคนิควิธี ความถูกผิดของวิธีการให้มันมากนัก  สิ่งที่เป็นหลักคิดสำคัญ หรือเป็นทัศนคติที่ควรจะมีเวลาสัมภาษณ์คนอื่น หรือสิ่งที่เราต้องตอบและยืนยันกับตนเอง ก็คือ

  1. เราต้องอยากที่จะรู้จักเค้าให้มากขึ้น - ทั้งนี้เพราะการพูดคุย ก็ต้องมีการแนะนำตัวอยู่แล้ว แต่การคุยเรื่องทำความรู้จักเค้ามากขึ้นและทำให้ตัวเราไม่เกร็งในการสัมภาษณ์และเค้าก็จะเริ่มคุยได้สะดวกเพราะมันเป็นเรื่องของเขาเอง — แต่ก็ต้องระวังว่าถ้าสังเกตเห็นสีหน้าความไม่สะดวกสบายใจ ก็ควรจะเปลี่ยนเรื่อง หรือถาม เผื่อว่าเขาไม่สะดวกคุย
  2. เราต้องอยากรู้เรื่องราว รู้ความคิดอ่าน ของเขา - มิใช่เพียงรู้แต่คำตอบของคำถามที่เขาตอบมาเท่านั้น ก็คือ ในคำตอบของผู้ให้สัมภาษณ์นั้น เราคาดเดาได้เพียงเลาๆเท่านั้นเอง ที่เหลือมันต้องไปสดตรงนั้นอยู่แล้ว ฉะนั้น คำถามเราอาจจะwork หรือ ไม่work ก็ได้ สิ่งที่ต้องทำคือต้องเล่นกับคำตอบของเขา ถามต่อ ขุดลงไปให้ลึก หรือลองโยนประเด็นไปตรงอื่นที่เขาอาจจะไม่นึกถึง หรือยกตัวอย่าง สถานการณ์จำลองให้ตอบ ให้เลือกดู เป็นต้น          นอกจากนี้เมื่อเราอยากรู้เรื่องราวของเขา มันจะแสดงออกผ่านทางสีหน้าและท่าทางของเรา ซึ่งจะทำให้ผู้ถูกสัมภาษณ์รู้สึกว่าผู้สัมภาษณ์ให้ความสำคัญกับเขา อันจะทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีในการพูดคุย
  3. เราต้องอยากให้เขารู้สึกผ่อนคลาย รู้สึกดีและไว้ใจเวลาคุยกัน - ความตั้งใจตรงนี้จะนำไปสู่ความพยายามในการสังเกตอวัจนภาษาของผู้ถูกสัมภาษณ์ และการพยายามเคารพสิทธิของเขา เช่น ก่อนสัมภาษณ์ และอัดเทปก็ควรจะถามก่อนว่า สะดวกให้อัดเทปหรือไม่  … สังเกตหน้าตา ท่าทาง โทนของการพูดและน้ำเสียง เป็นต้น การคุยที่มีเสียงหัวเราะและรอยยิ้มน่าจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการคุยที่ประสบความสำเร็จ

ท้ายที่สุดก็เหมือนหนังจีนกำลังภายใน คือ พวกการฝึกซ้อม เทคนิคกระบวนท่าต่างๆก็ต้องฝึกฝนไว้ แต่เวลาที่สู้จริงๆ “กระบี่ต้องอยู่ที่ใจ” และ “อย่าไปติดกระบวนท่า”  … เมื่อเสร็จแล้วเราจึงกลับมาทบทวนและเรียนรู้สิ่งละอันพันละน้อยจากการสัมภาษณ์ของเรา โดยมีฐานคิดอยู่ที่หลักสามข้อข้างต้นเป็นอย่างน้อย

… แต่ถ้าใครมีหลักมากกว่านี้ก็มาแลกเปลี่ยนกันนะคร้าบ

“เสียง” นั้น สำคัญไฉน

Tuesday, July 3rd, 2007

ในการจัดกิจกรรมต่างๆนั้น เรื่องอารมณ์นั้นมีความสำคัญมากเลย ไม่ว่าจะเป็นในกิจกรรมสันทนาการ กิจกรรมซึ้งช่วงกลางคืน เช่น บายศรี หรือตั้งปณิธาน เป็นต้น หรือแม้กระทั่งกิจกรรมพูดคุยวงย่อยก็ตาม

แต่รู้หรือไม่ว่า อะไรเป็นตัว build ให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้น??

“เสียง” นั้น มีอิทธิพลต่อ อารมณ์ความรู้สึกอย่างมาก …

ลองนึกภาพตอนเราฟังแค่เพลงอย่างเดียว เพลงแต่ละประเภท แม้จะไม่มีดนตรีเลย แต่เสียงเพลงก็ชี้นำให้เรารู้สึกไปแต่ละแบบได้  แม้ว่าภาพจะกำลังฉายภาพยิงกันเลือดสาด กระจุยกระจาย แต่เพลงเป็นเพลง What a wonderful world ความรู้สึกของภาพตอนนั้นก็จะไม่โหดร้าย …

หรือถ้าเป็นฉากถนนเส้นหนึ่ง … ถ้าเป็นเพลงเหงาๆก็จะรู้สึกเหงา แต่ถ้าเป็นเพลงร๊อค เราก็จะรู้สึกเร้าใจ ถ้าเป็นเพลงชวนสยองขวัญ เราอาจจะรู้สึกกลัวและนึกไปได้ว่าจะมีผีออกมา

ฉะนั้นเสียงจะกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกและจินตนาการอย่างสำคัญ  ฉะนั้นในแต่ละกิจกรรม ควรจะมีเพลงประกอบด้วย เพราะการทำกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงการอบรม หรือกิจกรรมค่าย ที่ต้องการกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทัศนคติต่อไป

ตัวอย่าง

  • การทำสันทนาการ — ถ้าจะทำให้สนุกต้องมีดนตรีประกอบ จะเป็นกลองทอมป์ตี หรือจะเปิดเพลงที่จังหวะเร้าใจ (จังหวะแบบเพลงวัดใจของซิลลี่ฟูล) ในช่วงที่จะเร่งให้ผู้เข้าร่วมทำกิจกรรมด้วยความเร็ว
  • วงพูดคุย — ควรเปิดในช่วงต้น เพราะช่วงต้นคนยังไม่ค่อยพูดกันมาก หากเงียบกันหมด ห้องจะเงียบสนิทเกินไป ควรเปิดเพลงเบาๆ ฟังสบายๆ สไตล์บอซซาโนว่า (Bossanova) หรือเพลง อะคูสติกทั่วไป แต่ บอซซาโนว่าจะชิลล์กว่ามาก ทำให้คุยได้เรื่อยๆ
  • กิจกรรมช่วงกลางคืน — มี 2 แบบที่เคยใช้คือ เป็นกีต้าร์คลาสสิค เกาประกอบการพูดคุย และมีการเลือกเพลงที่เหมาะกับเนื้อหาของการพูดคุย หรือกิจกรรมนั้นๆ มาร้องเคล้าแสงเทียน จะเจ๋งมากๆ และถ้าทุกๆคนร้องร่วมกันจะสร้างอารมณ์ร่วมได้มาก อาจมีพูดสลับกับเพลง (พูดเพื่อสร้างเรื่องราว เชื่อมเพลง จนไปถึงเป้าที่วางไว้)  ** สำคัญตรงที่ คนร้องต้องร้องเพลงได้ดีพอ ชัดเจน ไม่ผิดคีย์
  • อีกแบบคือ ถ้าเป็นกลางคืน แบบจะให้ผู้เข้าร่วมหลับตา และนั่งคิดกับตัวเอง หรือเราจะนำพาความคิดเขาไปที่ต่างๆนั้น ควรจะเลือกเพลงที่เป็น Soundtrack ของภาพยนตร์ฝรั่ง เพราะ Soundtrack ดนตรีจะสื่อสารอารมณ์ของช่วงเวลานั้นของหนัง แต่ถ้าเราฟังเพลงอย่างเดียว มันก็จะได้อีกอารมณ์หนึ่ง ผู้จัดกิจกรรมควรเลือก Soundtrack ที่มีอารมณ์เหมาะกับกิจกรรม … คิดว่าถ้าเป็นหนัง Drama (หนังชีวิต) น่าจะมี Soundtrack ที่เหมาะกับการพาความคิดไป หรืออาจจะหาเพลงสำหรับนั่งสมาธิก็ได้ หากอยากให้เกิดสมาธิ

ผู้ที่ทำการเปิดเพลงมีความสำคัญกับกระบวนการนี้พอควร โดยเฉพาะการเลือกเพลง และการเน้นหนักเบา … ตรงนี้บอกได้คร่าวๆเพียงแค่ หากต้องการจะยกอารมณ์ให้สูงขึ้น (ให้มันพีค ให้มันซึ้งน่ะ) ก็ต้องยกเพลงให้ดังขึ้น ช่วงไหนอยากให้ความสำคัญกับสิ่งอื่น เช่น บทพูด เป็นต้น ก็ให้เบาเสียงเพลงลงพอประมาณ เป็นต้น

วิธีการ : วงคุยเพื่อเคลียร์กัน

Friday, June 29th, 2007

ปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นปัญหาประมาณว่า ตอนเตรียมรับเพื่อนใหม่ น้องปี2 ที่เป็นเจ้าภาพ กว่าจะเริ่มทำก็อีก 1 เดือนก่อนงานเท่านั้น ในขณะที่พี่ปีสูง ที่ตอนแรกว่าจะไปเที่ยวไม่ทราบเรื่อง เกิดเป็นห่วงก็เลยลองชวนน้องมาคุย ปรากฎว่าน้องมันก็ไม่ยอมพูดความจริงว่ายังไม่ได้เตรียม แต่แถไปเรื่อย … ก็เลยเป็นเหตุให้งานรับเพื่อนใหม่ดูขลุกขลัก และพี่ๆมีบทบาทมาก และแอบด่าน้องไปบ้าง พี่ๆน้องๆก็เลยไม่เข้าใจกันว่า ทำไมน้องทำแบบนั้น พี่ทำแบบนี้ …

ที่เล่ามาเนี่ย เพราะจะเล่าให้ฟังว่า กระบวนการที่ใช้ (จริงๆแล้วเจอโดยบังเอิญ) ทำยังไงบ้าง … (โดยสรุปเลยทีเดียว)

  • แรกสุด คนนำวง(คนกลาง) น่าจะตกลงกันให้ชัดว่า คราวนี้ไม่ได้ให้มาพูดคุยประชดแดกดันกัน แต่ให้มาเพื่อความสมานฉันท์ ทุกคำถาม เป็นคำถามเพื่อให้เข้าใจกัน … เมื่อคนหนึ่งพูดให้ฟังให้จบ แล้วตัวค่อยพูด …ใช้หูมากๆ ใช้ปากน้อยๆ
  • จากนั้นก็ให้แต่ละฝักฝ่าย ช่วยเล่าให้ฟังว่า ตลอดเส้นทางเดิน ตั้งแต่วันที่เตรียมรับน้องมาจนถึงวันนี้ ตัวเองทำอะไรบ้าง เจออะไรบ้าง รู้สึกอะไรบ้าง  
  • (หลักของมันเหมือนกับภาพยนตร์ที่ฉายชีวิตของแต่ละตัวละครให้ชัดเจน  เพราะเวลาเราเจอคนอื่น เราก็เห็นเขาแค่ตรงนั้น แต่เราไม่เคยรู้ว่า พื้นฐาน ประสบการณ์ เรื่องราวที่เขาเจอก่อนหน้านั้นเป็นอย่างไร … เราเลยไม่เข้าใจเขา ทำแบบนี้น่าจะเข้าใจขึ้น)
  • หากประเด็นส่วนใดที่เราแอบรู้ว่าเป็นจุดที่เป็นข้อขัดแย้ง อาจจะขอให้แต่ละฝ่ายเล่าตรงช่วงนั้นโดยละเอียดสักนิด
  • เมื่อจบช่วงเล่า จะเข้าช่วงตั้งกระทู้ถาม คือ
    ตอนแรกเมื่อฟัง น่าจะเข้าใจกันมากแล้ว หากมีส่วนที่ยังติดใจ ไม่เข้าใจกัน ให้ยกมือถามได้ และคนที่ถูกถามก็บอกให้เข้าใจกัน
  • ท้ายที่สุด ก็ check ทุกคนในวงเลย ไม่ว่าจะพิพาทหรือไม่ก็ตาม ว่าก่อนเข้า รู้สึกอย่างไร และตอนนี้รู้สึกยังไงแล้วบ้าง

สำหรับวงวันนั้น ผ่านไปโดยสมานฉันท์ พอทุกๆคนทบทวนและเล่าเรื่องของตนเอง แต่ละคนดูจะตระหนักรู้ และยอมรับในส่วนที่ตนผิดพลาดโดยปริยาย มีการขอโทษกัน และพูดกันตรงๆว่าส่วนใดรับได้ รับไม่ได้ อยากให้พี่ ให้น้องทำอะไรอย่างไร 

ส่วนคนที่แลกเปลี่ยนตอนหลัง ที่เป็นช่วง check อารมณ์ ตอนท้าย โดยรวมก็โอเคมากๆ บางคนก็ให้ข้อคิด บางคนที่ไม่เคยเห็นพูดเลย หรือน้องที่เห็นปกติก็สวยอย่างเดียว แกก็พูดจาดีให้แง่คิด … 

เรื่องนี้ผมก็สรุปไปว่า จะไม่เกิดปัญหาเลยถ้า

  1. เราทุกคน ซื่อสัตย์ ต่อตนเองและคนอื่น …. แม้บางทีเราทำพลาด และการซื่อสัตย์ทำให้เรารับผลของการกระทำนั้น ..มันจะเสียหายอะไร เราก็ต้องรับผิดชอบผลนั้น และเรียนรู้ที่จะไม่ทำอีก
  2. เราต้องเชื่อว่า ทุกๆคนในกลุ่มปรารถนาดี แต่วิธีการแสดงออกอาจจะไม่เหมือนกัน …. ปรารถนาดี ใช่ว่าจะต้องทนกับพฤติกรรมที่เราไม่ชอบ … ไม่ชอบก็ต้องบอกกัน บนฐานของความปรารถนาดี …

ก็คงต้องดูกันต่อว่ากระบวนการนี้จะให้ผลดีจริงมั้ย จากวงนี้ และถ้าใครทดลองแล้วได้ผลอย่างไรบอกด้วยเน้อ