สวัสดีปีใหม่พา…(ขอไร้สาระ)
December 31st, 2007พา…สุขสันต์
พา…ราเซตามอน
พา…รากอน
พา…เยาว์
พา…ไปชิม
พา…หนะ
พา…โชคดี
พา…พาย่า
พา…กินสัน
พา…หุง
พา…ใจฉันลอยไปหาเธอ
ปล.ถ้าว่างกันก้ต่อกันเข้าไปน่ะครับ
พา…สุขสันต์
พา…ราเซตามอน
พา…รากอน
พา…เยาว์
พา…ไปชิม
พา…หนะ
พา…โชคดี
พา…พาย่า
พา…กินสัน
พา…หุง
พา…ใจฉันลอยไปหาเธอ
ปล.ถ้าว่างกันก้ต่อกันเข้าไปน่ะครับ
พูดได้คำเดียวว่า อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ขนลุก
แต่ไฟล์ที่อุตส่าห์ย่อและขยำมันแล้ว ก็ยังยาวถึง 4 หน้ากระดาษ
จัดการแบบง่ายๆเลย เอามาแปะเอาไว้ อยากให้โหลดมันไปอ่านกัน
ลองกันดูเน่อ ใช้เวลาสักหน่อยนะครับ แต่จะได้อะไรดีๆจากมันเยอะเลย
ไม่รู้จะทำยังไงกับมันดี
แหม ไม่ได้เข้ามาตั้งนานเห็นมีแต่คนโพสต์เรื่องความรู้ เลยถือโอกาสโพสต์บ้าง เพราะวันนี้ไปเรียนวิชา Gender and Rural Livelihood (เพศสภาพและความเป็นอยู่ในชนบท) แล้วเห็นว่ามีส่วนที่เกี่ยวข้องกันอยู่ในเชิงของการทำงานพัฒนา
อาจารย์วันนี้เป็นอาจารย์ได้สังคมวิทยา ชื่อ Christine Okali พูดถึงเรื่อง วิถีชีิวิต และความสำคัญของสถาบันและองค์กรของมนุษย์ (Livelihood perspective: look at institution and human agency) มีสองส่วนที่อยากจะเล่าสู่กันฟัง ส่วนแรกเป็นการทำงานด้านการพัฒนา และส่วนที่สอง ก็…เอ่อ ก็เป็นการทำงานด้านการพัฒนาเหมือนกัน แต่จะเน้นลงไปที่การสร้างกลุ่มที่จะขยายแนวคิดนั้นๆต่อไป -_-’
ประเด็นแรก อาจารย์เค้ายกตัวอย่างตอนเค้าทำงานในแอฟริกา ไปอบรมเรื่องเกี่ยวกับเทคนิคการทำการเกษตรให้กับชาวบ้านเป็นเวลา 1 สัปดาห์ พอผ่านไปวันที่ 3 กระทั่งคนที่อบรมก็เริ่มเซ็ง เลยเปลี่ยนประเด็นการอบรม เนื่องจากคนเข้าอบรมเป็นผู้หญิง จึงเปลี่ยนมาคุยแลกเปลี่ยนกันเรื่องเกี่ยวกับ การเลี้ยงและการดูแลลูกแทน ถ้าฟังไม่ผิดเหมือนอาจจะเชื่อมเข้าประเด็นเดิมด้วย
สิ่งที่สำคัญก็คือ เขาว่า การทำงานพัฒนานั้น มันต้องดูที่ “ชีวิตคน” เป็นหลัก มิใช่มุ่งแต่จะให้เทคนิคเค้าถ่ายเดียว … และถ้าความเข้าใจของตนเองขยายต่อ ก็คือว่า ชีวิตคนนั้นเป็นแกนหลัก ของงานพัฒนา ถ้าจะให้้เทคนิค ก็ต้องมีความสอดคล้องเกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์กับชีวิตของเขาด้วย
ฟังแล้วนึกถึงตอนตัวเองทำ เพราะจะเป็นประเภทเน้นเทคนิค และวิธีการมาก … ในขณะที่พี่ๆทาง idea ก็จะเน้นเรื่องชีวิตมากเหมือนกัน เราจะรู้สึกได้ถึงชีวิตชีวา และพลังจากงานของ idea แต่ในขณะเดียวกันก็ขาดความยั่งยืน เพราะเหมือนเติมน้ำไว้เต็มเขื่อน แต่ไม่รู้จะระบายไปใช้ประโยชน์อะไรทางไหน เพราะมิได้มีทักษะหรือเป้าประสงค์ที่ชัดเจนลองรับ ..(คือ ไม่มีคลองชลประทาน หรือส่วนอื่นๆให้ใช้ประโยชน์จากพลังน้ำ) …?ในที่พวกเราทำก็ตรงข้ามกันเลยทีเดียว ถ้เาเปรียบเทียบคือ ทุกอย่างเชิงเทคนิค ค่อนข้างพร้อมแล้ว แต่ดันไม่มีน้ำซะนี่ … พลังที่เราเห็นจากงานที่เราทำค่อนข้างน้อย แต่หนักแน่นด้านเทคนิค
ฉะนั้น จำเป็นมากที่จะต้องใช้เป็นหลักใหญ่ ว่า ในการทำงานกับนักกิจกรรม ก็ควรจะใช้ “ชีวิตนักศึกษา/ชีวิตนักกิจกรรม” ของเขาเป็นแกนหลักในการทำงานพัฒนากับเขา … ทำอย่างไร ชีวิตนักศึกษาและชีวิตนักกิจกรรม ของเขาจะพัฒนาขึ้นด้วย มิใช่มุ่งแต่พัฒนา “ตัวกิจกรรม” ถ่ายเดียวและลืมตรวจสอบว่า “ตัวกิจกรรม” ส่งผล ต่อ “ชีวิตนักศึกษา” อย่างไร … ในการเทรนนิ่งก็เช่นเดียวกัน
ประการที่สองคือ เราเคยสงสัยว่า ทำไมเราจัดค่าย พยายามสร้างกลุ่ม หรือเครือข่าย แต่ทำไมมันถึงไม่เกิด ไม่โตหว่า … (อันนี้พูดถึงงานสหกรณ์ความคิดเป็นตัวอย่างนะ) .. ในขณะที่เวลามีค่ายของ idea นั้น เราจะสังเกตุเห็นความเหนียวแน่นของกลุ่มหลังค่ายได้มากกว่าโดยเปรียบเทียบ … วันนี้รู้สึกว่าจะมีความกระจ่างแจ้งในใจจากการเรียนวิชานี้ ที่ไขปริศนาดังกล่าว
เรื่องที่เรียนเป็นเรื่องเกี่ยวกับ Norms (บรรทัดฐาน) ซึ่งจริงๆแล้วก็คือ กฎกติกาไม่เป็นทางการ หรือ อาจเรียกว่าเป็นความตระหนักรู้ก็ว่าได้ เช่น พวกทำงานเรื่องสิทธิ์ ก็จะตระหนักรู้เรื่องสิทธิมาก และในกติกาของตนก็ยอ่มเน้นเรื่องสิทธิเช่นกัน… Norms บวกกับเป้าหมายร่วมกัน (common goal) และโครงสร้าง (structure-ตำแหน่งหน้าที่ ใครทำอะไร ใครมีตัดสินใจ ฯลฯ ในกลุ่มคนเหล่านั้น) จะนำมาซึ่งพฤติกรรม และแนวปฏิบัติหนึ่งๆ
สิ่งที่เห็นได้ชัดจากมุมมองนี้ คือ ค่ายของ idea จริงๆแล้วคือ ค่ายพี่เป็ด ได้มีการสร้าง Norms หรือบรรทัดฐาน ขึ้นในใจของเด็กๆที่มาค่ายเสมอ เช่น เรื่องการทำความดี … เรื่องกตัญญู ฯลฯ ซึ่งในทางหนึ่ง ก็ทำให้เกิดความเป็นพวกเดียวกันสูง และพยายามหาหรืออยากร่วมกิจกรรมที่สอดคล้องกับบรรทัดฐานดังกล่าว … บรรทัดฐานดังกล่าวถูกเน้นอย่างมากในทุกๆกิจกรรม โดยเฉพาะผ่านกิจกรรมช่วงกลางคืน
ในมุมทางฝั่งกิจกรรมของเรานั้น เน้นไปในทางการทำโครงสร้าง (Structure- ใครทำอะไร ใครตัดสินใจ ฯลฯ) ให้ชัดเจนมากกว่า แต่เรามิได้มีการสร้างหรือเน้นย้ำบรรทัดฐาน (Norms) ที่สำคัญลงไปให้ชัด และที่สำคัญกว่านั้นคือ ทำยังไงกันแน่ในการย้ำบรรทัดฐานเหล่านี้ …
ซึ่ง ในท้ายที่สุด อาจเขียนเป็นสมการเล่นๆว่า กลุ่มที่เข้มแข็ง = โครงสร้างที่ชัดเจน + บรรทัดฐาน/ความเชื่อของกลุ่มที่ชัดเจนด้วย (+เป้าหมาย หากจะเป็นกลุ่มที่ทำอะไรหวังผล)
เห็นสมการนี้เลยนึกถึงตัวอย่างที่ค่อนข้างสมบูรณ์ใกล้ตัว คือ ITEM ของเรานั่นเอง โครงสร้างเราชัดพอควรเลย และเราเน้นย้ำความเชื่อ บรรทัดฐาน และเป้าหมายของเรา มากพอจนทำให้เราไม่ไขว้เขวในเป้าหมายและคุณค่าต่างๆที่เรายึดถือ
สิ่งนั้นยังขาดในงานอย่างสหกรณ์ความคิด และผมคิดว่านี่คือหลักสำคัญ สองประการในการทำงานพัฒนากิจกรรมนักศึกษาของเราครับ
มีคนทำวิจัยมาบอกว่าความคาดหวังมีมิติ 8 ประการของคุณภาพ
1.Performance(สมรรถนะ) คือสินค้าสามารถทำได้ตามหน้าที่หลักของมัน หรือดังตั้งใจไว้ไหม
2.Feature (หน้าที่เสริม) คือลักษณะเสริมจากสมรรถนะ แม้ว่าไม่มีก็ยังใช้งานได้อยู่
3.Reliability (ความไว้วางใจ) คือความถี่ที่ผลิตภัณฑ์เกิดบกพร่อง ได้ตรงตามในช่วงเวลาที่กำหนดความน่าจะเป็นเอาไว้ว่าจะเสียหาย
4.Conformance (ความตรงต่อมาตรฐาน) คือผลิตภัณฑ์ตรงตามที่ผู้ออกแบบตั้งใจไว้หรือไม่
5.Durability (ความทนทาน) คือเรื่องความทนทานการใช้งาน สามารถใช้รุ่นเดิม แต่ upgradeได้
6.Serviceability (ความสามารถในการบริการ) คือเป็นการบริการ ที่ประกอบไปด้วย 8 เรื่อง ดังนี้ ความสุภาพ, ความเสมอต้นเสมอปลาย, ความสะดวก, ความถูกต้อง, เวลารอคอย, ความตรงต่อเวลา, ความสมบูรณ์, การตอบสนอง
7.Aesthetics (สุนทรียภาพ) คือ ความคาดหวัง 6 ประมารแรกจะตัดสินใจแบบภาวะวิสัย คือตัดสินด้วยการทดสอบ หรือตรวจวัด แบบนี้จะเป็น อัตวิสัย คือความดูดี ความรุ้สึกที่ดี ของผลิตภัณฑ์ในสายตาผู้ใช้ ยกเวินการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ
8.Reputation (ความมีชื่อเสียง) คือ Brand นั่นเอง ว่าเป็นที่ยอมรับหรือไม่
ดีครับ ใครเข้ามาอ่าน ผมไม่วิชาการเท่าไหร่ แค่อยากถอดเก็บ เผื่อเอาไปใช้ในองค์กรได้น่ะครับ เริ่มแรกเลยสินค้าที่ผลิตออกมาควรจะดูอะไร ผมว่าเราควรรู้ถึงเรื่องของความคาดหวังของลูกค้าน่ะครับ ในที่นี้หมายถึงกลุ่มเป้าหมายที่เราจะทำก็ตาม โดยความคาดหวัง (expectation) มี 4 ระดับ
1.ขั้นพื้นฐาน คือความเหมาะสมในการใช้งานของลุกค้า
2.ขั้นมาตรฐาน คือโดยมากได้มาจากการ Benchmarking กับผลิตภัณฑ์ที่มีอยุ่
3.ขั้นปราถนา คือ เป็นความต้องการที่อยู่ในระดับส่วนบุคคลที่แตกต่างกันออกไป
4.ขั้นซ่อนเร้น คือ เป็นสิ่งที่ลูกค้าไม่ทราบว่าตัวเองต้องการสิ่งนั้นไว้ ซึ่งหากผู้ผลิตเสนอให้ก็จะเกิดความประทับใจ เพราะได้เหนือความคาดหวัง
ตัวอย่างสำหรับการอะบายน่ะครับ เช่นบัตร ATM ความคาดหวังขั้นพื้นฐานคือการการฝากถอน กดเงินได้ ส่วนขั้นมาตรฐานคือ ค่าธรรมเนียมการโอน การกดเงินต่างธนาคารได้กี่ครั้งต่อเดือน ส่วนความคาดหวังขั้นปราถนาคือ อาจเป็นส่วนตัวหน่อย เช่น หวังให้วงเงินการกดได้สูงกว่าที่เป็นอยุ่ หรือไม่จำกัด สุดท้ายๆ ขั้นซ่อนเร้น คือ คนแปลกใจว่าบัตรเอทีเอ็มสามารถให้เงินกรมธรรม์ได้ถ้าคุณเสียชีวิต แต่คุณมีบัตรนี้อยู่คุณได้เงินประกัน
จบครับสำหรับการผลิตสินค้าให้ตรงตามคาดหวัง