สวัสดีปีใหม่พา…(ขอไร้สาระ)

December 31st, 2007

พา…สุขสันต์

พา…ราเซตามอน

พา…รากอน

พา…เยาว์

พา…ไปชิม

พา…หนะ

พา…โชคดี

พา…พาย่า

พา…กินสัน

พา…หุง

พา…ใจฉันลอยไปหาเธอ

ปล.ถ้าว่างกันก้ต่อกันเข้าไปน่ะครับ

ไอเดียเด็ดๆ ที่น่าจะทำได้จริง คัดกรองจากหนังสือ “ต้นไม้ใต้โลก”

November 15th, 2007

ต้นไม้ใต้โลก

 

พูดได้คำเดียวว่า อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ขนลุก

 

แต่ไฟล์ที่อุตส่าห์ย่อและขยำมันแล้ว ก็ยังยาวถึง 4 หน้ากระดาษ

จัดการแบบง่ายๆเลย เอามาแปะเอาไว้ อยากให้โหลดมันไปอ่านกัน

 

ลองกันดูเน่อ ใช้เวลาสักหน่อยนะครับ แต่จะได้อะไรดีๆจากมันเยอะเลย

 

ไม่รู้จะทำยังไงกับมันดี

 

 

การทำงานกับเยาวชน: มุมมองจาก development studies

October 23rd, 2007

แหม ไม่ได้เข้ามาตั้งนานเห็นมีแต่คนโพสต์เรื่องความรู้ เลยถือโอกาสโพสต์บ้าง เพราะวันนี้ไปเรียนวิชา Gender and Rural Livelihood (เพศสภาพและความเป็นอยู่ในชนบท) แล้วเห็นว่ามีส่วนที่เกี่ยวข้องกันอยู่ในเชิงของการทำงานพัฒนา

อาจารย์วันนี้เป็นอาจารย์ได้สังคมวิทยา ชื่อ Christine Okali พูดถึงเรื่อง วิถีชีิวิต และความสำคัญของสถาบันและองค์กรของมนุษย์ (Livelihood perspective: look at institution and human agency)  มีสองส่วนที่อยากจะเล่าสู่กันฟัง ส่วนแรกเป็นการทำงานด้านการพัฒนา และส่วนที่สอง ก็…เอ่อ ก็เป็นการทำงานด้านการพัฒนาเหมือนกัน แต่จะเน้นลงไปที่การสร้างกลุ่มที่จะขยายแนวคิดนั้นๆต่อไป -_-’

ประเด็นแรก อาจารย์เค้ายกตัวอย่างตอนเค้าทำงานในแอฟริกา ไปอบรมเรื่องเกี่ยวกับเทคนิคการทำการเกษตรให้กับชาวบ้านเป็นเวลา 1 สัปดาห์ พอผ่านไปวันที่ 3 กระทั่งคนที่อบรมก็เริ่มเซ็ง เลยเปลี่ยนประเด็นการอบรม เนื่องจากคนเข้าอบรมเป็นผู้หญิง จึงเปลี่ยนมาคุยแลกเปลี่ยนกันเรื่องเกี่ยวกับ การเลี้ยงและการดูแลลูกแทน ถ้าฟังไม่ผิดเหมือนอาจจะเชื่อมเข้าประเด็นเดิมด้วย

สิ่งที่สำคัญก็คือ เขาว่า การทำงานพัฒนานั้น มันต้องดูที่ “ชีวิตคน” เป็นหลัก มิใช่มุ่งแต่จะให้เทคนิคเค้าถ่ายเดียว … และถ้าความเข้าใจของตนเองขยายต่อ ก็คือว่า ชีวิตคนนั้นเป็นแกนหลัก ของงานพัฒนา ถ้าจะให้้เทคนิค ก็ต้องมีความสอดคล้องเกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์กับชีวิตของเขาด้วย

ฟังแล้วนึกถึงตอนตัวเองทำ เพราะจะเป็นประเภทเน้นเทคนิค และวิธีการมาก … ในขณะที่พี่ๆทาง idea ก็จะเน้นเรื่องชีวิตมากเหมือนกัน เราจะรู้สึกได้ถึงชีวิตชีวา และพลังจากงานของ idea แต่ในขณะเดียวกันก็ขาดความยั่งยืน เพราะเหมือนเติมน้ำไว้เต็มเขื่อน แต่ไม่รู้จะระบายไปใช้ประโยชน์อะไรทางไหน เพราะมิได้มีทักษะหรือเป้าประสงค์ที่ชัดเจนลองรับ ..(คือ ไม่มีคลองชลประทาน หรือส่วนอื่นๆให้ใช้ประโยชน์จากพลังน้ำ)  …?ในที่พวกเราทำก็ตรงข้ามกันเลยทีเดียว ถ้เาเปรียบเทียบคือ ทุกอย่างเชิงเทคนิค ค่อนข้างพร้อมแล้ว แต่ดันไม่มีน้ำซะนี่ … พลังที่เราเห็นจากงานที่เราทำค่อนข้างน้อย แต่หนักแน่นด้านเทคนิค

ฉะนั้น จำเป็นมากที่จะต้องใช้เป็นหลักใหญ่ ว่า ในการทำงานกับนักกิจกรรม ก็ควรจะใช้ “ชีวิตนักศึกษา/ชีวิตนักกิจกรรม” ของเขาเป็นแกนหลักในการทำงานพัฒนากับเขา … ทำอย่างไร ชีวิตนักศึกษาและชีวิตนักกิจกรรม ของเขาจะพัฒนาขึ้นด้วย มิใช่มุ่งแต่พัฒนา “ตัวกิจกรรม” ถ่ายเดียวและลืมตรวจสอบว่า “ตัวกิจกรรม” ส่งผล ต่อ “ชีวิตนักศึกษา” อย่างไร … ในการเทรนนิ่งก็เช่นเดียวกัน

ประการที่สองคือ เราเคยสงสัยว่า ทำไมเราจัดค่าย พยายามสร้างกลุ่ม หรือเครือข่าย แต่ทำไมมันถึงไม่เกิด ไม่โตหว่า … (อันนี้พูดถึงงานสหกรณ์ความคิดเป็นตัวอย่างนะ) .. ในขณะที่เวลามีค่ายของ idea นั้น เราจะสังเกตุเห็นความเหนียวแน่นของกลุ่มหลังค่ายได้มากกว่าโดยเปรียบเทียบ … วันนี้รู้สึกว่าจะมีความกระจ่างแจ้งในใจจากการเรียนวิชานี้ ที่ไขปริศนาดังกล่าว

เรื่องที่เรียนเป็นเรื่องเกี่ยวกับ Norms (บรรทัดฐาน) ซึ่งจริงๆแล้วก็คือ กฎกติกาไม่เป็นทางการ หรือ อาจเรียกว่าเป็นความตระหนักรู้ก็ว่าได้ เช่น พวกทำงานเรื่องสิทธิ์ ก็จะตระหนักรู้เรื่องสิทธิมาก และในกติกาของตนก็ยอ่มเน้นเรื่องสิทธิเช่นกัน… Norms บวกกับเป้าหมายร่วมกัน  (common goal) และโครงสร้าง  (structure-ตำแหน่งหน้าที่ ใครทำอะไร ใครมีตัดสินใจ ฯลฯ ในกลุ่มคนเหล่านั้น)  จะนำมาซึ่งพฤติกรรม และแนวปฏิบัติหนึ่งๆ

สิ่งที่เห็นได้ชัดจากมุมมองนี้ คือ ค่ายของ idea จริงๆแล้วคือ ค่ายพี่เป็ด ได้มีการสร้าง Norms หรือบรรทัดฐาน ขึ้นในใจของเด็กๆที่มาค่ายเสมอ เช่น เรื่องการทำความดี … เรื่องกตัญญู ฯลฯ ซึ่งในทางหนึ่ง ก็ทำให้เกิดความเป็นพวกเดียวกันสูง และพยายามหาหรืออยากร่วมกิจกรรมที่สอดคล้องกับบรรทัดฐานดังกล่าว … บรรทัดฐานดังกล่าวถูกเน้นอย่างมากในทุกๆกิจกรรม โดยเฉพาะผ่านกิจกรรมช่วงกลางคืน

ในมุมทางฝั่งกิจกรรมของเรานั้น เน้นไปในทางการทำโครงสร้าง (Structure- ใครทำอะไร ใครตัดสินใจ ฯลฯ) ให้ชัดเจนมากกว่า แต่เรามิได้มีการสร้างหรือเน้นย้ำบรรทัดฐาน (Norms) ที่สำคัญลงไปให้ชัด และที่สำคัญกว่านั้นคือ ทำยังไงกันแน่ในการย้ำบรรทัดฐานเหล่านี้ …

ซึ่ง ในท้ายที่สุด อาจเขียนเป็นสมการเล่นๆว่า กลุ่มที่เข้มแข็ง = โครงสร้างที่ชัดเจน + บรรทัดฐาน/ความเชื่อของกลุ่มที่ชัดเจนด้วย (+เป้าหมาย หากจะเป็นกลุ่มที่ทำอะไรหวังผล)
เห็นสมการนี้เลยนึกถึงตัวอย่างที่ค่อนข้างสมบูรณ์ใกล้ตัว คือ ITEM ของเรานั่นเอง โครงสร้างเราชัดพอควรเลย และเราเน้นย้ำความเชื่อ บรรทัดฐาน และเป้าหมายของเรา มากพอจนทำให้เราไม่ไขว้เขวในเป้าหมายและคุณค่าต่างๆที่เรายึดถือ

สิ่งนั้นยังขาดในงานอย่างสหกรณ์ความคิด และผมคิดว่านี่คือหลักสำคัญ สองประการในการทำงานพัฒนากิจกรรมนักศึกษาของเราครับ

โอ้วๆๆ มีต่อ ความคาดหวังภาค 2

October 17th, 2007

มีคนทำวิจัยมาบอกว่าความคาดหวังมีมิติ 8 ประการของคุณภาพ

1.Performance(สมรรถนะ) คือสินค้าสามารถทำได้ตามหน้าที่หลักของมัน หรือดังตั้งใจไว้ไหม

2.Feature (หน้าที่เสริม) คือลักษณะเสริมจากสมรรถนะ แม้ว่าไม่มีก็ยังใช้งานได้อยู่

3.Reliability (ความไว้วางใจ) คือความถี่ที่ผลิตภัณฑ์เกิดบกพร่อง ได้ตรงตามในช่วงเวลาที่กำหนดความน่าจะเป็นเอาไว้ว่าจะเสียหาย

4.Conformance (ความตรงต่อมาตรฐาน) คือผลิตภัณฑ์ตรงตามที่ผู้ออกแบบตั้งใจไว้หรือไม่

5.Durability (ความทนทาน) คือเรื่องความทนทานการใช้งาน สามารถใช้รุ่นเดิม แต่ upgradeได้

6.Serviceability (ความสามารถในการบริการ) คือเป็นการบริการ ที่ประกอบไปด้วย 8 เรื่อง ดังนี้ ความสุภาพ, ความเสมอต้นเสมอปลาย, ความสะดวก, ความถูกต้อง, เวลารอคอย, ความตรงต่อเวลา, ความสมบูรณ์, การตอบสนอง

7.Aesthetics (สุนทรียภาพ) คือ ความคาดหวัง 6 ประมารแรกจะตัดสินใจแบบภาวะวิสัย คือตัดสินด้วยการทดสอบ หรือตรวจวัด แบบนี้จะเป็น อัตวิสัย คือความดูดี ความรุ้สึกที่ดี ของผลิตภัณฑ์ในสายตาผู้ใช้ ยกเวินการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ

8.Reputation (ความมีชื่อเสียง) คือ Brand นั่นเอง ว่าเป็นที่ยอมรับหรือไม่

การทำ Product ให้ตรงใจลูกค้า

October 17th, 2007

ดีครับ ใครเข้ามาอ่าน ผมไม่วิชาการเท่าไหร่ แค่อยากถอดเก็บ เผื่อเอาไปใช้ในองค์กรได้น่ะครับ เริ่มแรกเลยสินค้าที่ผลิตออกมาควรจะดูอะไร ผมว่าเราควรรู้ถึงเรื่องของความคาดหวังของลูกค้าน่ะครับ ในที่นี้หมายถึงกลุ่มเป้าหมายที่เราจะทำก็ตาม โดยความคาดหวัง (expectation) มี 4 ระดับ

1.ขั้นพื้นฐาน คือความเหมาะสมในการใช้งานของลุกค้า

2.ขั้นมาตรฐาน คือโดยมากได้มาจากการ Benchmarking กับผลิตภัณฑ์ที่มีอยุ่

3.ขั้นปราถนา คือ เป็นความต้องการที่อยู่ในระดับส่วนบุคคลที่แตกต่างกันออกไป

4.ขั้นซ่อนเร้น คือ เป็นสิ่งที่ลูกค้าไม่ทราบว่าตัวเองต้องการสิ่งนั้นไว้ ซึ่งหากผู้ผลิตเสนอให้ก็จะเกิดความประทับใจ เพราะได้เหนือความคาดหวัง

ตัวอย่างสำหรับการอะบายน่ะครับ เช่นบัตร ATM ความคาดหวังขั้นพื้นฐานคือการการฝากถอน กดเงินได้ ส่วนขั้นมาตรฐานคือ ค่าธรรมเนียมการโอน การกดเงินต่างธนาคารได้กี่ครั้งต่อเดือน ส่วนความคาดหวังขั้นปราถนาคือ อาจเป็นส่วนตัวหน่อย เช่น หวังให้วงเงินการกดได้สูงกว่าที่เป็นอยุ่ หรือไม่จำกัด สุดท้ายๆ ขั้นซ่อนเร้น คือ คนแปลกใจว่าบัตรเอทีเอ็มสามารถให้เงินกรมธรรม์ได้ถ้าคุณเสียชีวิต แต่คุณมีบัตรนี้อยู่คุณได้เงินประกัน

จบครับสำหรับการผลิตสินค้าให้ตรงตามคาดหวัง