พอดีไปอ่านหนังสือมาครับ เกี่ยวกับการประชุม ซึ่งมีเนื้อหา 2 อย่างที่จะนำมาบอกเล่ากันครับ
เรื่องแรกเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมครับ โดย Arnstein โดยเขาเสนอกรอบคิดเกี่ยวกับบันไดแห่งการมีส่วนร่วมของบุคคล (A Ladder of Citizen Participition) โดยบันไดแห่งการมีส่วนร่วมของบุคคลมีจำนวน 8 ขั้น
ขั้นที่ 1 การจัดการแบบเบ็ดเสร็จ คือหน่วยงานต่างๆทำหน้าที่จัดการเรื่องราวแบบเบ็ดเสร็จ โดยไม่แจ้งบอกใครให้รับรู้งานของตน
ขั้นที่ 2 การร่วมรับทราบข้อมูล คือหน่วยงานเชิญ ประชาชนมารับฟัง รับทราบไม่ได้ต้องการความคิดเห็น
ขั้นที่ 3 การร่วมให้ข้อมูลข่าวสาร คือเชิญประชาชนให้ข้อมูลที่หน่วยงานต้องการ แต่ไม่ได้รับฟังความคิดเห็น และเอาข้อมูลไปใช้ในงานของตนเท่านั้น
ขั้นที่ 4 การร่วมให้คำปรึกษา คือประชาชนให้ข้อคิดเห็นต่างๆ ตามที่หน่วยงานขอแต่หน่วยงานเป็นคนตัดสินใจ
ขั้นที่ 5 การร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น คือ ประชาชนมีโอกาสแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น จากมุมมองของตน แต่หน่วยงานยังมีอำนาจตัดสินใจ
ขั้นที่ 6 การร่วมเป็นพันธมิตร คือประชาชนทำงานใกล้ชิดกับหน่วยงาน เริ่มมีอำนาจในแรแสดงความคิดเห็น ให้หน่วยงานตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลของประชาชน
ขั้นที่ 7 การส่งตัวแทนเข้าร่วมใช้สิทธิในการตัดสินใจ คือ ประชาชนส่วนหนึ่งได้รับคิดเลือกเข้าไปเป็นตัวแทนในการติดสินใจของหน่วยงาน มีสิทธิในการเสนอโต้แย้ง และตัดสินใจ
ขั้นที่ 8 การควบคุมการตัดสินใจโดยประชาชน คือ ประชาชนทำหน้าที่พลเมืองโดยสมบูรณ์ มีอำนาจในการตัดสินใจทั้งหมดอยู่ที่ประชาชน โดยหน่วยงานทำหน้าที่สนับสนุนการตัดสินใจ
โอ้วเหนื่อย ซึ่งทั้งหมดจะนำมาสู่การประชุมอย่างสร้างสรรค์ที่ทีหลักการที่ไม่ควรทำดังต่อไปนี้ครับ
1.ผู้เข้าร่วมการประชุมที่สามารถคิดได้เร็วที่สุด และสามารถอธิบายได้ชัดเจนที่สุดเท่านั้นที่จะได้มีโอกาสพูด
2.ผู้เข้าร่วมการประชุมบางคน อาจจะขัดจังหวะบุคคลอื่นๆ ในขณะที่มีการนำเสนอประเด็นต่างๆในที่ประชุม
3.หากความคิดเห็นใดที่แตกต่างไปจากความคิดหลักของที่ประชุม ผู้เข้าร่วมประชุมก็มักมองว่า นั่นคือ “ข้อขัดแย้ง” และพยายามมองข้ามความคิดเห็นดังกล่าวไป
4.หากมีใครตั้งคำถามขึ้นมาในระหว่างการประชุม ผู้เข้าร่วมประชุมมักมองว่า คำถามดังกล่าวเป็นเสมือนคำท้าทายบุคคลที่ถูกถาม คล้ายๆกับว่า บุคคลดังกล่าวได้ทำอะไรผิด
5.หากผู้พูดไม่สามารถปลุกเร้าความรู้สึกของที่ประชุมได้ ผู้ร่วมประชุมก็อาจนั่งฟังแบบเฉื่อยชา พูดคุยกับเอง หรือคอยตรวจสอบเวลาในการประชุม
6.ผู้เข้าร่วมประชุมมักไม่ค่อยสนใจฟังผู้อื่น เพราะมัวแต่ให้ความสนใจกับสิ่งที่ตนกำลังจะพูด
7.ผู้เข้าร่วมประชุมบางคนอาจนิ่งเงียบ และไม่กล้าออกความคิดเห็นในเรื่องที่ตนเองไม่เห็นด้วย หรือมีความเห็นแตกต่างจากเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุม ทำให้ที่ประชุมขาดโอกาสที่จะเรียนรู้จุดยืนต่างๆ ของสมาชิกในที่ประชุม
8.บ่อยครั้งที่ผู้เข้าร่วมประชุม ไม่ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นของตนในที่ประชุมใหญ่ และอาจเปิดวงพูดคุยกันเอง ในขณะที่การประชุมยังดำเนินไปโดยไม่สนใจบุคคล หรือสาระที่กำลังนำเสนอในที่ประชุมใหญ่ นอกจากนั้นยังอาจเกิดการตั้งวงวิพากษ์กันภายหลังการประชุมสิ้นสุด
9.ที่ประชุมมักมองว่า เราสามารถค้นพบทางออกแล้วเมื่อบุคคลที่คิดเร็ว และพูดเร็วได้นำเสนอคำตอบ โดยที่อาจไม่ได้มีโอกาสพิจารณาความสมเหตุสมผลของการตัดสินใจอย่างรอบคอบ
10.เมื่อสมาชิกในที่ประชุมส่วนใหญ่แสดงความเห็นด้วย ที่ประชุมก็มักสรุปลงไปว่า ทุกคนมีความคิดเห็นเหมือนกันหมด
จากประเด็นปัญหาดังกล่าว เราน่านำมาปรับใช้กันดูน่ะครับ