การทำ Product ให้ตรงใจลูกค้า

October 17th, 2007

ดีครับ ใครเข้ามาอ่าน ผมไม่วิชาการเท่าไหร่ แค่อยากถอดเก็บ เผื่อเอาไปใช้ในองค์กรได้น่ะครับ เริ่มแรกเลยสินค้าที่ผลิตออกมาควรจะดูอะไร ผมว่าเราควรรู้ถึงเรื่องของความคาดหวังของลูกค้าน่ะครับ ในที่นี้หมายถึงกลุ่มเป้าหมายที่เราจะทำก็ตาม โดยความคาดหวัง (expectation) มี 4 ระดับ

1.ขั้นพื้นฐาน คือความเหมาะสมในการใช้งานของลุกค้า

2.ขั้นมาตรฐาน คือโดยมากได้มาจากการ Benchmarking กับผลิตภัณฑ์ที่มีอยุ่

3.ขั้นปราถนา คือ เป็นความต้องการที่อยู่ในระดับส่วนบุคคลที่แตกต่างกันออกไป

4.ขั้นซ่อนเร้น คือ เป็นสิ่งที่ลูกค้าไม่ทราบว่าตัวเองต้องการสิ่งนั้นไว้ ซึ่งหากผู้ผลิตเสนอให้ก็จะเกิดความประทับใจ เพราะได้เหนือความคาดหวัง

ตัวอย่างสำหรับการอะบายน่ะครับ เช่นบัตร ATM ความคาดหวังขั้นพื้นฐานคือการการฝากถอน กดเงินได้ ส่วนขั้นมาตรฐานคือ ค่าธรรมเนียมการโอน การกดเงินต่างธนาคารได้กี่ครั้งต่อเดือน ส่วนความคาดหวังขั้นปราถนาคือ อาจเป็นส่วนตัวหน่อย เช่น หวังให้วงเงินการกดได้สูงกว่าที่เป็นอยุ่ หรือไม่จำกัด สุดท้ายๆ ขั้นซ่อนเร้น คือ คนแปลกใจว่าบัตรเอทีเอ็มสามารถให้เงินกรมธรรม์ได้ถ้าคุณเสียชีวิต แต่คุณมีบัตรนี้อยู่คุณได้เงินประกัน

จบครับสำหรับการผลิตสินค้าให้ตรงตามคาดหวัง

เมื่อโลกภายนอกมอง ITEM

October 15th, 2007

ITEM - ผมว่า…นักศึกษาเป็นเด็กด้อยโอกาส

“กิจกรรมกำลังมีปัญหา…นักศึกษาคือเด็กด้อยโอกาส!” - เป็นวาทกรรมจากคนรุ่นใหม่ไฟแรงภายใต้ชื่อ “กลุ่มไอเทม” (ITEM) แสดงทรรศนะต่อแวดวงกิจกรรมนักศึกษาที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ติดตามอ่านได้ใน!!!! >>> http://www.thaingo.org/man_ngo/item.htm

 รูปพี่จิวหล่อเกินตัวจริงหวะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ

การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองกับการทำ Policy Campaign

October 14th, 2007

วันนี้ขยัน อยากเขียนครับ คืออ่านหนังสือพิมพ์มาครับแล้วมีบทความเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ กับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืน Rostow นักวิชาการรัฐศาสตร์สายการเมืองเปรียบเทียบ ได้กล่าวเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง มี 4 ขั้นตอนที่สำคัญซึ่งผมคิดว่ามันดูคล้ายการทำ Policy Campaign ต่างๆอยู่เหมือนกันเลยเอามาลองเปรียบเทียบดูครับ

ระยะที่หนึ่ง ช่วงเวลาของการสร้างชาติและรัฐ โดยประชาชนต้องรู้และมีความตระหนักในรัฐ ว่าตนคือใคร ในสังคม และสังคมคืออะไร ผลประโยชน์ของชาติคืออะไร ซึ่งเปรียบกับงานผลักดันนโยบายกับประชาชน คือการทำให้ประชาชนเข้าใจถึงสิ่งที่ต้องการนำเสนอเพื่อผลักเสียก่อน ว่าสังคมเป็นอย่างไร เช่นจะผลักดันเรื่องเหล้าบุหรี่ ก็ต้องทำให้ประชาชนรู้จักเหล้าบุหรี่ดีเสียก่อน ว่ามีที่มาให้คุณให้โทษอย่างไร มีผลอย่างไรกับชาติบ้านเมือง

ระยะที่สอง ช่วงของการแย่งชิงทั้งผลประโยชน์ในทุกภาคส่วน ในกฎกติกาที่มี มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก เปรียบเหมือนการโฆษณาสร้างภาพลักษณ์ในองค์กร กลุ่มของตน เพื่อรักษาพื้นที่เช่น เหล้าที่มีการแข่งขันในการสร้างคุณค่าว่าให้รักเพื่อน หรือการทำ CSR ในด้านต่างๆ และในส่วนของประชาชนเองก็จะมีการถกเถียงหรือการตั้งข้อสังเกตุ ในระดับบุคคล เรื่องของข้อมูลที่ได้รับ และเพิ่มความตระหนักมากขึ้น

ระยะที่สาม เป็นขั้นตอนแห่งการตัดสินใจ เนื่องจากการเหน็ดเหนื่อยในการสู้กัน และสูญเสียกันทุกฝ่าย หาทางออกไม่ได้ อาจเกิดกติกาใหม่ๆ เช่นการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ เลือกตั้งใหม่ ซึ่งนำมาเปรียบเทียบกับกับการทำการรณรงค์คือการที่มีการยื่นที่ประชาชนตัดสินใจที่จะเรียกร้องให้เกิดแนงทางการแก้ไขต่างๆ เช่น ให้รัฐบาลออกกฎหมายควบคุมการโฆษณาเหล้าในช่วงก่อน 4 ทุ่ม หรือเรื่องเวลาในการขายเหล้า ห้ามขายหลังเที่ยงคืน

ระยะสุดท้าย ขั้นตอนของการทำให้รูปแบบการปกครองเป็นอุปนิสัยใจคอขอประชาชนทั้งหมด ก็มีอาการเสพติดในระบอบนั้น โดยทำตามแบบแผนดังกล่าว เช่น ตั้งคำถามในตัวเอง เลื่อกผู้แทนไปทำไม ชาติได้ประโยชน์อะไรบ้าง และเมื่อนำกลับมาเปรียบเทียบกับการทำการรณรงค์คือการที่ ประชาชนรับรู้และตั้งข้อสังเกตุได้เมื่อมีอะไรเกี่ยวข้องกับนโยบายนั้น เช่นเมื่อเห็นว่าร้านเหล้าเปิดใกล้สถานศึกษา ก็มีการเรียกร้องเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

ที่เล่ามาเผื่อเราจะได้นำมาทำปรับใช้ในงานชองเราได้บ้างครับ

การมีส่วนร่วม (Participation)

October 14th, 2007

พอดีไปอ่านหนังสือมาครับ เกี่ยวกับการประชุม ซึ่งมีเนื้อหา 2 อย่างที่จะนำมาบอกเล่ากันครับ

เรื่องแรกเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมครับ โดย Arnstein โดยเขาเสนอกรอบคิดเกี่ยวกับบันไดแห่งการมีส่วนร่วมของบุคคล (A Ladder of Citizen Participition) โดยบันไดแห่งการมีส่วนร่วมของบุคคลมีจำนวน 8 ขั้น

ขั้นที่ 1 การจัดการแบบเบ็ดเสร็จ คือหน่วยงานต่างๆทำหน้าที่จัดการเรื่องราวแบบเบ็ดเสร็จ โดยไม่แจ้งบอกใครให้รับรู้งานของตน

ขั้นที่ 2 การร่วมรับทราบข้อมูล คือหน่วยงานเชิญ ประชาชนมารับฟัง รับทราบไม่ได้ต้องการความคิดเห็น

ขั้นที่ 3 การร่วมให้ข้อมูลข่าวสาร คือเชิญประชาชนให้ข้อมูลที่หน่วยงานต้องการ แต่ไม่ได้รับฟังความคิดเห็น และเอาข้อมูลไปใช้ในงานของตนเท่านั้น

ขั้นที่ 4 การร่วมให้คำปรึกษา คือประชาชนให้ข้อคิดเห็นต่างๆ ตามที่หน่วยงานขอแต่หน่วยงานเป็นคนตัดสินใจ

ขั้นที่ 5 การร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น คือ ประชาชนมีโอกาสแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น จากมุมมองของตน แต่หน่วยงานยังมีอำนาจตัดสินใจ

ขั้นที่ 6 การร่วมเป็นพันธมิตร คือประชาชนทำงานใกล้ชิดกับหน่วยงาน เริ่มมีอำนาจในแรแสดงความคิดเห็น ให้หน่วยงานตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลของประชาชน

ขั้นที่ 7 การส่งตัวแทนเข้าร่วมใช้สิทธิในการตัดสินใจ คือ ประชาชนส่วนหนึ่งได้รับคิดเลือกเข้าไปเป็นตัวแทนในการติดสินใจของหน่วยงาน มีสิทธิในการเสนอโต้แย้ง และตัดสินใจ

ขั้นที่ 8 การควบคุมการตัดสินใจโดยประชาชน คือ ประชาชนทำหน้าที่พลเมืองโดยสมบูรณ์ มีอำนาจในการตัดสินใจทั้งหมดอยู่ที่ประชาชน โดยหน่วยงานทำหน้าที่สนับสนุนการตัดสินใจ

โอ้วเหนื่อย ซึ่งทั้งหมดจะนำมาสู่การประชุมอย่างสร้างสรรค์ที่ทีหลักการที่ไม่ควรทำดังต่อไปนี้ครับ

1.ผู้เข้าร่วมการประชุมที่สามารถคิดได้เร็วที่สุด และสามารถอธิบายได้ชัดเจนที่สุดเท่านั้นที่จะได้มีโอกาสพูด

2.ผู้เข้าร่วมการประชุมบางคน อาจจะขัดจังหวะบุคคลอื่นๆ ในขณะที่มีการนำเสนอประเด็นต่างๆในที่ประชุม

3.หากความคิดเห็นใดที่แตกต่างไปจากความคิดหลักของที่ประชุม ผู้เข้าร่วมประชุมก็มักมองว่า นั่นคือ “ข้อขัดแย้ง” และพยายามมองข้ามความคิดเห็นดังกล่าวไป

4.หากมีใครตั้งคำถามขึ้นมาในระหว่างการประชุม ผู้เข้าร่วมประชุมมักมองว่า คำถามดังกล่าวเป็นเสมือนคำท้าทายบุคคลที่ถูกถาม คล้ายๆกับว่า บุคคลดังกล่าวได้ทำอะไรผิด

5.หากผู้พูดไม่สามารถปลุกเร้าความรู้สึกของที่ประชุมได้ ผู้ร่วมประชุมก็อาจนั่งฟังแบบเฉื่อยชา พูดคุยกับเอง หรือคอยตรวจสอบเวลาในการประชุม

6.ผู้เข้าร่วมประชุมมักไม่ค่อยสนใจฟังผู้อื่น เพราะมัวแต่ให้ความสนใจกับสิ่งที่ตนกำลังจะพูด

7.ผู้เข้าร่วมประชุมบางคนอาจนิ่งเงียบ และไม่กล้าออกความคิดเห็นในเรื่องที่ตนเองไม่เห็นด้วย หรือมีความเห็นแตกต่างจากเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุม ทำให้ที่ประชุมขาดโอกาสที่จะเรียนรู้จุดยืนต่างๆ ของสมาชิกในที่ประชุม

8.บ่อยครั้งที่ผู้เข้าร่วมประชุม ไม่ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นของตนในที่ประชุมใหญ่ และอาจเปิดวงพูดคุยกันเอง ในขณะที่การประชุมยังดำเนินไปโดยไม่สนใจบุคคล หรือสาระที่กำลังนำเสนอในที่ประชุมใหญ่ นอกจากนั้นยังอาจเกิดการตั้งวงวิพากษ์กันภายหลังการประชุมสิ้นสุด

9.ที่ประชุมมักมองว่า เราสามารถค้นพบทางออกแล้วเมื่อบุคคลที่คิดเร็ว และพูดเร็วได้นำเสนอคำตอบ โดยที่อาจไม่ได้มีโอกาสพิจารณาความสมเหตุสมผลของการตัดสินใจอย่างรอบคอบ

10.เมื่อสมาชิกในที่ประชุมส่วนใหญ่แสดงความเห็นด้วย ที่ประชุมก็มักสรุปลงไปว่า ทุกคนมีความคิดเห็นเหมือนกันหมด

จากประเด็นปัญหาดังกล่าว เราน่านำมาปรับใช้กันดูน่ะครับ

ทำไมช่องทางการสื่อสารจึงสำคัญต่อจำนวนคนเข้าร่วมกิจกรรม

October 3rd, 2007

คิดสมการเล่นๆ มาตัวนึงครับ

สมมติว่า มีโครงการค่าย ต้องการผู้เข้าร่วมโครงการ 100 คน
การสื่อสารเพื่อให้คนในมหาลัยรับรู้ว่ามีกิจกรรมนี้เกิดขึ้น มี 3 แบบ
1. คนที่รู้ว่ากิจกรรมนี้มี มากกว่าจำนวนผู้เข้าร่วมที่ต้องการ เช่น รู้ว่ามี 500 คน
2. คนที่รู้ว่ากิจกรรมนี้มี น้อยกว่าจำนวนผู้เข้าร่วมที่ต้องการ เช่น รู้ว่ามี 50 คน
3. คนที่รู้ว่ากิจกรรมนี้มี เท่ากับจำนวนผู้เข้าร่วมที่ต้องการ เช่น รู้ว่ามี 100 คน

ข้อ 1 เกิดขึ้นได้ถ้าเราแปะโปสเตอร์หน้าอาคารเรียนรวม ข้อ 2 เกิดขึ้นได้ถ้าเราไปแปะที่หน้าโถฉี่ ข้อ 3 เกิดขึ้นได้ถ้าเราไปแปะหน้าห้องเรียนที่มีผู้เข้าเรียนร้อยคน

สมมติต่อ ว่าถ้ามีคนรับรู้ว่ากิจกรรมนั้นเกิดขึ้นเมื่อไหร่ 100 คน
จำนวนคนเข้าร่วมมาร่วมโครงการจริงๆ มีสองแบบ
1. คนที่เข้าร่วมกิจกรรม เท่ากับจำนวนผู้รับรู้ เช่น รู้ 100 คน เข้าร่วม 100 คน
2. คนที่เข้าร่วมกิจกรรม น้อยกว่าจำนวนผู้รับรู้ เช่น รู้ 100 คน เข้าร่วม 50 คน

แต่จะไม่มีทางเกิดข้อ 3 ว่า คนเข้าร่วมมีมากกว่าจำนวนผู้รับรู้ เช่น รู้ 100 คน เข้าร่วม 500 คน เพราะคนที่มาเข้าร่วมกิจกรรมได้ คือกลุ่มคนที่ต้องรับรู้ข้อมูลว่ากิจกรรมนั้นคืออะไร จัดที่ไหนอยู่ดี

งั้นถ้าเราส่งเสริมช่องทางการสื่อสารข่าวกิจกรรม ยิ่งรู้มากก็น่าจะมีคนเข้าร่วมกิจกรรมมากเท่านั้นครับ