การมีส่วนร่วม (Participation)

October 14th, 2007

พอดีไปอ่านหนังสือมาครับ เกี่ยวกับการประชุม ซึ่งมีเนื้อหา 2 อย่างที่จะนำมาบอกเล่ากันครับ

เรื่องแรกเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมครับ โดย Arnstein โดยเขาเสนอกรอบคิดเกี่ยวกับบันไดแห่งการมีส่วนร่วมของบุคคล (A Ladder of Citizen Participition) โดยบันไดแห่งการมีส่วนร่วมของบุคคลมีจำนวน 8 ขั้น

ขั้นที่ 1 การจัดการแบบเบ็ดเสร็จ คือหน่วยงานต่างๆทำหน้าที่จัดการเรื่องราวแบบเบ็ดเสร็จ โดยไม่แจ้งบอกใครให้รับรู้งานของตน

ขั้นที่ 2 การร่วมรับทราบข้อมูล คือหน่วยงานเชิญ ประชาชนมารับฟัง รับทราบไม่ได้ต้องการความคิดเห็น

ขั้นที่ 3 การร่วมให้ข้อมูลข่าวสาร คือเชิญประชาชนให้ข้อมูลที่หน่วยงานต้องการ แต่ไม่ได้รับฟังความคิดเห็น และเอาข้อมูลไปใช้ในงานของตนเท่านั้น

ขั้นที่ 4 การร่วมให้คำปรึกษา คือประชาชนให้ข้อคิดเห็นต่างๆ ตามที่หน่วยงานขอแต่หน่วยงานเป็นคนตัดสินใจ

ขั้นที่ 5 การร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น คือ ประชาชนมีโอกาสแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น จากมุมมองของตน แต่หน่วยงานยังมีอำนาจตัดสินใจ

ขั้นที่ 6 การร่วมเป็นพันธมิตร คือประชาชนทำงานใกล้ชิดกับหน่วยงาน เริ่มมีอำนาจในแรแสดงความคิดเห็น ให้หน่วยงานตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลของประชาชน

ขั้นที่ 7 การส่งตัวแทนเข้าร่วมใช้สิทธิในการตัดสินใจ คือ ประชาชนส่วนหนึ่งได้รับคิดเลือกเข้าไปเป็นตัวแทนในการติดสินใจของหน่วยงาน มีสิทธิในการเสนอโต้แย้ง และตัดสินใจ

ขั้นที่ 8 การควบคุมการตัดสินใจโดยประชาชน คือ ประชาชนทำหน้าที่พลเมืองโดยสมบูรณ์ มีอำนาจในการตัดสินใจทั้งหมดอยู่ที่ประชาชน โดยหน่วยงานทำหน้าที่สนับสนุนการตัดสินใจ

โอ้วเหนื่อย ซึ่งทั้งหมดจะนำมาสู่การประชุมอย่างสร้างสรรค์ที่ทีหลักการที่ไม่ควรทำดังต่อไปนี้ครับ

1.ผู้เข้าร่วมการประชุมที่สามารถคิดได้เร็วที่สุด และสามารถอธิบายได้ชัดเจนที่สุดเท่านั้นที่จะได้มีโอกาสพูด

2.ผู้เข้าร่วมการประชุมบางคน อาจจะขัดจังหวะบุคคลอื่นๆ ในขณะที่มีการนำเสนอประเด็นต่างๆในที่ประชุม

3.หากความคิดเห็นใดที่แตกต่างไปจากความคิดหลักของที่ประชุม ผู้เข้าร่วมประชุมก็มักมองว่า นั่นคือ “ข้อขัดแย้ง” และพยายามมองข้ามความคิดเห็นดังกล่าวไป

4.หากมีใครตั้งคำถามขึ้นมาในระหว่างการประชุม ผู้เข้าร่วมประชุมมักมองว่า คำถามดังกล่าวเป็นเสมือนคำท้าทายบุคคลที่ถูกถาม คล้ายๆกับว่า บุคคลดังกล่าวได้ทำอะไรผิด

5.หากผู้พูดไม่สามารถปลุกเร้าความรู้สึกของที่ประชุมได้ ผู้ร่วมประชุมก็อาจนั่งฟังแบบเฉื่อยชา พูดคุยกับเอง หรือคอยตรวจสอบเวลาในการประชุม

6.ผู้เข้าร่วมประชุมมักไม่ค่อยสนใจฟังผู้อื่น เพราะมัวแต่ให้ความสนใจกับสิ่งที่ตนกำลังจะพูด

7.ผู้เข้าร่วมประชุมบางคนอาจนิ่งเงียบ และไม่กล้าออกความคิดเห็นในเรื่องที่ตนเองไม่เห็นด้วย หรือมีความเห็นแตกต่างจากเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุม ทำให้ที่ประชุมขาดโอกาสที่จะเรียนรู้จุดยืนต่างๆ ของสมาชิกในที่ประชุม

8.บ่อยครั้งที่ผู้เข้าร่วมประชุม ไม่ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นของตนในที่ประชุมใหญ่ และอาจเปิดวงพูดคุยกันเอง ในขณะที่การประชุมยังดำเนินไปโดยไม่สนใจบุคคล หรือสาระที่กำลังนำเสนอในที่ประชุมใหญ่ นอกจากนั้นยังอาจเกิดการตั้งวงวิพากษ์กันภายหลังการประชุมสิ้นสุด

9.ที่ประชุมมักมองว่า เราสามารถค้นพบทางออกแล้วเมื่อบุคคลที่คิดเร็ว และพูดเร็วได้นำเสนอคำตอบ โดยที่อาจไม่ได้มีโอกาสพิจารณาความสมเหตุสมผลของการตัดสินใจอย่างรอบคอบ

10.เมื่อสมาชิกในที่ประชุมส่วนใหญ่แสดงความเห็นด้วย ที่ประชุมก็มักสรุปลงไปว่า ทุกคนมีความคิดเห็นเหมือนกันหมด

จากประเด็นปัญหาดังกล่าว เราน่านำมาปรับใช้กันดูน่ะครับ

ทำไมช่องทางการสื่อสารจึงสำคัญต่อจำนวนคนเข้าร่วมกิจกรรม

October 3rd, 2007

คิดสมการเล่นๆ มาตัวนึงครับ

สมมติว่า มีโครงการค่าย ต้องการผู้เข้าร่วมโครงการ 100 คน
การสื่อสารเพื่อให้คนในมหาลัยรับรู้ว่ามีกิจกรรมนี้เกิดขึ้น มี 3 แบบ
1. คนที่รู้ว่ากิจกรรมนี้มี มากกว่าจำนวนผู้เข้าร่วมที่ต้องการ เช่น รู้ว่ามี 500 คน
2. คนที่รู้ว่ากิจกรรมนี้มี น้อยกว่าจำนวนผู้เข้าร่วมที่ต้องการ เช่น รู้ว่ามี 50 คน
3. คนที่รู้ว่ากิจกรรมนี้มี เท่ากับจำนวนผู้เข้าร่วมที่ต้องการ เช่น รู้ว่ามี 100 คน

ข้อ 1 เกิดขึ้นได้ถ้าเราแปะโปสเตอร์หน้าอาคารเรียนรวม ข้อ 2 เกิดขึ้นได้ถ้าเราไปแปะที่หน้าโถฉี่ ข้อ 3 เกิดขึ้นได้ถ้าเราไปแปะหน้าห้องเรียนที่มีผู้เข้าเรียนร้อยคน

สมมติต่อ ว่าถ้ามีคนรับรู้ว่ากิจกรรมนั้นเกิดขึ้นเมื่อไหร่ 100 คน
จำนวนคนเข้าร่วมมาร่วมโครงการจริงๆ มีสองแบบ
1. คนที่เข้าร่วมกิจกรรม เท่ากับจำนวนผู้รับรู้ เช่น รู้ 100 คน เข้าร่วม 100 คน
2. คนที่เข้าร่วมกิจกรรม น้อยกว่าจำนวนผู้รับรู้ เช่น รู้ 100 คน เข้าร่วม 50 คน

แต่จะไม่มีทางเกิดข้อ 3 ว่า คนเข้าร่วมมีมากกว่าจำนวนผู้รับรู้ เช่น รู้ 100 คน เข้าร่วม 500 คน เพราะคนที่มาเข้าร่วมกิจกรรมได้ คือกลุ่มคนที่ต้องรับรู้ข้อมูลว่ากิจกรรมนั้นคืออะไร จัดที่ไหนอยู่ดี

งั้นถ้าเราส่งเสริมช่องทางการสื่อสารข่าวกิจกรรม ยิ่งรู้มากก็น่าจะมีคนเข้าร่วมกิจกรรมมากเท่านั้นครับ

บรรยากาศค่าย V Camp โดย Ashoka

October 2nd, 2007

เสียงพูดตัวเองชัดมาก

“ทุกท่านครับ ร่วมลงประชามติกัน ว่าจะย่างหรือกระเพรา” ฮ่าๆๆ..

ขอขอบคุณตากล้อง (ชื่อไรนะ วานบอกด้วย) และพี่นุ้ย และน้ำดื่มคริสตัล ที่ทำผมและพี่นุ้ยบวมน้ำ

ไปดูที่เว็บเค้าได้นะ http://www.genv.net/th-th/node/4291

วิพากย์รับน้อง : เมื่อขาดวุฒิภาวะ

September 30th, 2007

เมื่อปี 48 “น้องหมู” โชคชัย รุ่งเรืองศรีศักดิ์ นิสิต มก.หนีกลับไปยิงตัวตายที่บ้านเกิดที่ จ.ชุมพร ก็ถูกสันนิษฐานกันว่าเพราะทนสภาพกดดันจากการรับน้องที่รุนแรงเกินเหตุไม่ได้ หรือเหตุการณ์ล่าสุดที่มีการให้รุ่นน้องกลิ้งตัวรอบกองไฟของไทยวิจิตรศิลป์ ยิ่งส่งผลกระทบต่อคำว่า “รับน้อง” ในสังคมไทยมากขึ้นเรื่อยๆ โดยปราศจากเสียงโต้แย้งที่ฉายภาพในด้านดีของกิจกรรมนี้จากนักศึกษาส่วนใหญ่

ผมได้มีโอกาสคุยกับทีมผู้จัดค่ายรับน้องของที่ภาควิชาผมในปีนี้ เธอบ่นให้ฟังว่าอุตส่าห์จัดในช่วงเวลาที่ทุกคนสอบเสร็จและปิดเทอม แต่คนเข้าร่วมกิจกรรมกลับน้อยเกินคาด ส่วนหนึ่งก็ไปเที่ยวกันเองบ้าง กลับบ้านที่ต่างจังหวัดบ้าง และอีกส่วนผู้ปกครองก็ไม่อยากให้เข้าร่วมกิจกรรมบ้าง จนเธอบอกว่า จะจัดรับน้องวันไหนของปีก็ยังได้ แต่คนก็ยังหาข้ออ้างไม่ให้มากันได้ทุกวัน

ปัญหาเรื่องการรับน้องกลับตกอยู่แค่เรื่องเดิมที่ไม่เคยได้รับการแก้ไขคือ คนที่ทำงานใหญ่ขนาดต้องรับผิดชอบชีวิตคน (รุ่นน้อง) กลับเป็นเพียงแค่รุ่นพี่กลุ่มเล็กๆ ที่เคยเข้าร่วมกิจกรรมนี้แค่ครั้งหรือสองครั้งเท่านั้น วุฒิภาวะในการแก้ไขปัญหาหรือตัดสินใจใดๆ ยังน้อย และเจือปนด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผลอยู่พอสมควร คำพูดหลังนี้ผมไม่ได้พูดคนเดียว แต่รุ่นน้องที่กำลังจะจบในปีนี้ก็บ่นกับผมว่า เพิ่งเข้าใจว่าไม่มีใครสนใจพี่ปีสี่ ทั้งๆ ที่เป็นคนที่มีประสบการณ์มากที่สุด ใกล้ชิดและเข้าใจนักศึกษามากที่สุด แต่กลับถูกมองข้ามมากที่สุดเหมือนกัน

เรื่องนี้จึงส่งผลถึงกิจกรรมที่ไม่ได้ถูกคิดให้ตกตะกอนมากพอ ภาพจึงเป็นเพียงแค่กิจกรรมเพื่อความสนุกสนาน เปลี่ยนที่กินเหล้าและมั่วสุมกัน กิจกรรมภายในก็กร่อยๆ เพราะหมดมุกที่จะจัดให้สนุก ทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อน รุ่นพี่ และรุ่นน้อง ระยะเวลาการจัดไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ควรจะเป็น ส่งผลถึงเรื่ิองการสิ้นเปลืองเงินที่อุตส่าห์เก็บกันมาโดยใช่เหตุ

ปัญหาอื่นๆ ยังมีอีกครับ ถ้ามีเวลาเดี๋ยวมาวิพากย์ปัญหาด้านอื่นๆ ต่อครับ

กลับมา…และทักทาย

September 25th, 2007

ห่างหายไปนานเลยทีเดียว สวัสดีน้องๆ เพื่อนๆ พี่ๆ ที่เข้ามาเยี่ยมชม ให้ความคิดเห็น ติชม ทักทาย แนะนำ ร้องขอ เรียกร้อง ระบาย สาดเท พอแล้ว ไม่มีคนห้ามเลยยาวเลย หวังว่าBlog นี่จะเป็นที่พบกับความหมายดีๆ สร้างแรงบันดาลใจ ดลใจ แหล่งค.รู้ด้วยน้าครับ

ปล. แนะนำตัวกันได้น่ะครับ